นันทวัลย์ ศกุนตนาค ภารกิจสงท้าย “ตลาดกลางข้าวสาร”

กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการจัดตั้ง “ตลาดกลางข้าวสาร” แห่งแรกของประเทศไทย โดยกรมการค้าภายใน เพราะนับจากประกาศรับสมัครตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 ปรากฏว่ามีสมัคร 3 ราย คือ 1) กลุ่มตลาดไท โดยบริษัท ไทยแอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด 2) ท่าข้าวเขาใหญ่ จ.สุพรรณบุรี โดยบริษัท บูรณากาญจน์ จำกัด และ 3) กลุ่มตลาดตะวันนา โดยบริษัท ตะวันนา ไนท์บาซาร์ กลุ่มทุนเดียวกับตลาดต่อยอด ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ซึ่งทั้งหมดได้แสดงวิสัยทัศน์ตามเงื่อนไขตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. และกรมแจ้งว่าจะประกาศผลการคัดเลือกในวันที่ 20 ก.ค. 60 แต่ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว ยังไม่มีข้อสรุป “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “นันทวัลย์ ศกุนตนาค” อธิบดีกรมการค้าภายใน ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ถึงประเด็นร้อนดังกล่าว ท่านย้ำชัดเจนว่า เกณฑ์การพิจารณาครั้งนี้ “ไม่เกี่ยวกับไซซ์”

Q : ความคืบหน้าการคัดเลือก

ยังไม่ได้ข้อสรุป ขณะนี้อยู่ระหว่างเชิญผู้ผ่านการพิจารณารอบแรกมาหารือ ซึ่งเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่มีรองอธิบดีกรมการค้าภายใน (นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน) เป็นประธาน จะต้องต่อรองว่าเอกชนที่เหลืออีก 2 ราย สามารถเพิ่มบริการบางอย่าง หรือลดค่าใช้จ่ายบางอย่างได้หรือไม่ คาดว่าคณะกรรมการจะเชิญมาหารือประมาณต้นสัปดาห์นี้

Q : หลักเกณฑ์การคัดเลือก

การกำหนดทีโออาร์เป็นไปอย่างเปิดเผย เอกชนที่สมัครเข้ามาก็เข้าใจเงื่อนไขว่า ข้อเสนอจะต้องลงทุนเองทั้งหมด ต้องมีพื้นที่ 1,000 ตร.ม.ขึ้นไป และต้องมีระบบบริหารจัดการตลาดที่มีมาตรฐานสากลเพื่อให้ตลาดอยู่ได้ แต่คณะกรรมการต้องคุยกันอีกว่ารายใดทำให้ภาครัฐได้ประโยชน์สูงสุดก็จะเลือกรายนั้น

Q : หากวัดกันตามมาตรฐานสากลเหลือ 2 รายที่สูสีกัน ท่าข้าวท้องถิ่นถูกออกใช่หรือไม่

ค่ะ ก็เห็นอย่างนั้น 2 ราย (ตลาดไท-ตลาดตะวันนา) ซึ่งเป็นไปตามความเห็นของคณะกรรมการที่ให้เชิญทั้ง 2 รายมาคุยเพิ่มเติม ส่วนตัวอธิบดีไม่ได้เป็นกรรมการ ฉะนั้นต้องรอคณะกรรมการชุดท่านรองว่าหารือแล้วจะได้ข้อสรุปอย่างไร

Q : ตลาดไทเชี่ยวชาญด้านเกษตร แต่ตลาดตะวันนาเป็นนายทุนใหญ่

เกณฑ์การพิจารณาไม่ได้คัดเลือกกันที่ใหญ่หรือเล็ก แต่ขึ้นกับว่าใครเสนอออฟเฟอร์อะไรมาต้องมาพิจารณา ไม่ใช่ว่าใครสร้างใหญ่กว่ากันแล้วจะชนะ

Advertisement

Q : กรอบเวลาดำเนินการเมื่อไร

หากได้ข้อสรุปแล้ว น่าจะเริ่มดำเนินการได้เลย คิดว่าน่าจะเปิดได้เร็ว เพราะเอกชนมีสถานที่อยู่แล้ว

Q : ระบบการค้าข้าว ซื้อขายกันปกติอยู่แล้ว ทำไมต้องมีตลาดกลาง

ข้าวสาร กรมหารือกับทั้งผู้ส่งออก โรงสี และชาวนา ซึ่งในส่วนของชาวนาและโรงสีอยากได้ ทุกคนบอกว่ามีก็ดี แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้ามาใช้บริการ อย่างผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ก็บอกว่าค้าขายได้ปกติอยู่แล้ว คงไม่ต้องมาใช้บริการตลาดกลาง แต่หากมีก็ดีถ้าหากกรมต้องการช่วยรายเล็ก โดยเฉพาะชาวนาหรือเกษตรกรรายย่อย

Q : ช่วยชาวนาขายข้าวโดยตรง ตัดพ่อค้าคนกลางออกออกจากระบบ

ช่วยให้ชาวนามีที่ขาย ขณะนี้คนซื้อบอกอยากได้ข้าวดี ๆ อย่างข้าวพันธุ์พื้นเมือง ไม่ใช่ข้าวที่ซื้อขายกันทั่วไป ไม่รู้จะไปซื้อได้ที่ไหน คนขายบอกจะปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมืองอยากจะรักษาไว้ แต่ไม่มีแหล่งจำหน่ายที่ชัดเจน เหมือนกับคนซื้อ คนขายไม่เจอกัน แม้แต่ร้านอาหารในกรุงเทพฯเองก็อยากจะหาซื้อข้าวที่เป็นพันธุ์หลากหลาย

Q : ช่วยชาวนามีที่ขาย โดยไม่ต้องเสียค่าเช่าแผง

ยังคุยกันอยู่ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

Q : ชาวนาจริง ๆ จะขนข้าวมาขายตลาดกลางระยะทางไกล ๆ จะมีปัญหาหรือไม่

คิดว่าไม่ต้องเอาข้าวมากอง เอาเฉพาะตัวอย่างข้าวมาวาง พอขายได้ก็ส่งตรงให้ผู้ซื้อ นอกจากมีมาเก็บสำรองไว้นิด ๆ หน่อย ๆ เท่านั้น และเป้าหมายหลักคิดว่าควรจะเป็นกลุ่มเกษตรกร

Q : ตลาดกลางจะช่วยสร้างราคาอ้างอิงในอนาคตได้หรือไม่

ข้าวส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อขายผ่านตลาดกลางนี้ การสร้างราคาอ้างอิงจึงไม่ใช่วัตถุประสงค์ในระยะแรก จนกว่าจะมีวอลุ่ม (ปริมาณ) การซื้อขายกันมากขึ้น

Q : ถ้าทำไปแล้วตลาดเจ๊งจะเป็นความรับผิดชอบของใคร เอกชนจะฟ้องกรมได้หรือไม่

ฟ้องกรมไม่ได้ เพราะเอกชนรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า รัฐบาลไม่ได้ช่วยตลอดเวลา ข้อเสนอนี้ควรจะเป็นข้อเสนอที่ตลาดอยู่เองได้ต่อไป

Q : ถ้าเพื่อจะอยู่รอด เอกชนสามารถนำสินค้าอื่นนอกจากข้าวมาวางขายได้ใช่หรือไม่

ไม่ควรจะมีสินค้าเกษตรชนิดอื่นมาวางขาย เพราะวัตถุประสงค์ต้องเป็นตลาดกลางข้าวสาร อีกอย่างข้าวก็เป็นสินค้าที่น่าจะขายได้ในระยะยาว ดังนั้น เอกชนน่าจะอยู่ได้

แก้วิกฤติ “ลำไย” ล้นตลาด

ปีนี้กรมการค้าภายในมุ่งเน้นมาตรการดูแลผลไม้ เพราะประเมินสถานการณ์ผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากและกระจุกตัว

นางนันทวัลย์  เปิดเผยว่า ล่าสุดกรมได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ซึ่งคาดว่าผลผลิตเพิ่มขึ้น 28.30% จากปีก่อน และจะเริ่มออกมากในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2560 ปริมาณ 361,198 ตัน ส่วนใหญ่มาจาก จ.เชียงใหม่ และลำพูน สำหรับแนวทางช่วยเหลือมุ่งเน้นเชื่อมโยงตลาดต่าง ๆ รวม 2,445 ตัน กระจายไปในตลาดต้องชม 35 แห่ง รณรงค์ให้มีการบริโภคผลไม้ และให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเป็นผู้บริหารจัดการจากต้นทางมายังปลายทาง และจัดสัญญาข้อตกลงระหว่างห้างสรรพสินค้าใน จ.ลำพูน 2,200 ตัน และศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (ฟาร์เอาต์เลต) 25 จังหวัด นอกจากนี้จะจัดงาน “มหกรรมลำไย 108 เมนูลำไยไทย” ขึ้นระหว่างวันที่ 15-21 สิงหาคมนี้ ที่ห้างเซ็นทรัลเวสต์เกต และเซ็นทรัล พลาซา จ.ภูเก็ต 17-23 สิงหาคม, เซ็นทรัลพลาซา จ.ขอนแก่น หรืออุดรธานี 15-21 สิงหาคม

นอกจากนี้ กรมได้จัดโครงการสนับสนุนจุดรวบรวมและคัดคุณภาพลำไย 1,800 ตัน วงเงิน 3.6 ล้านบาท โดยเปิดจุดรวบรวม 3 จุด ใน จ.เชียงใหม่ เป้าหมาย 500 ตัน วงเงิน 1 ล้านบาท และเปิดจุดรวบรวม 4 แห่ง ใน จ.ลำพูน อีก 300 ตัน วงเงิน 6 แสนบาท เพื่อกระจายไปยังจังหวัดนอกแหล่งผลิต

พร้อมทั้งขอให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้จังหวัดปลายทางประสานทุกอำเภอช่วยรับซื้อผลผลิตลำไยภาคเหนือ อย่างน้อยอำเภอละ 1 คันรถ (3 ตัน) เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม เป็นต้นไป สำหรับราคาเฉลี่ยลำไยเกรดเอ กก.ละ 14.95-29.09 บาท และลำไยร่วงเกรดเอ กก.ละ 9.55-16.39 บาท