“มะกัน-จีน” แค่พักรบ 90 วัน แต่สงครามการค้ายังไม่จบ

น่าจะเป็นข่าวดีรับปีใหม่ 2562 เมื่อมีข่าวผลการเจรจาสงครามการค้าสหรัฐกับจีน ในการประชุม จี20 ณ กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

โดยสหรัฐยอมเลื่อนการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนจากอัตรา 10% เป็น 25% ครอบคลุมสินค้าวงเงิน 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ออกไปก่อนเป็นเวลา 90 วัน จากเดิมกำหนดอัตราใหม่ 1 มกราคม 2562

ขณะที่จีนใช้โอกาสนี้เร่งนำเข้าสินค้าเกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรม พลังงาน และอื่นๆ โดยทุกฝ่ายก็คาดหวังจะนำไปสู่ข้อตกลงการค้าฉบับใหม่ และข้อพิพาทการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนคลี่คลายลงในที่สุด

จึงเป็นเรื่องน่ายินดีและส่งผลดีหลายเรื่องตั้งแต่ต้นปีหน้า ทั้งเรื่องการส่งออก ตลาดหุ้น การค้าและเศรษฐกิจโลก

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการพักรบสงครามการค้า 90 วัน ของ 2 ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ว่า ตลาดไม่ได้เซอร์ไพรส์มากนัก ตลาดรับรู้ข่าวอยู่แล้ว

เพียงแต่สิ่งที่นักลงทุนรอติดตาม คือ การเจรจาการค้าจะจบลงแบบไหน เดือนมกราคม 2562 จะมีความคืบหน้าของแต่ละสเต็ปอย่างไร มองว่ากว่าที่แต่ละทีมจะเจอกันก็ใช้เวลาเป็นเดือน หลังจากการประชุมครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นบวกกับตลาดมากที่สุด คือ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจลดลงทันที ตลาดหุ้นทั่วโลกรับข่าวดีดขึ้น ตลาดมีการขายทำกำไร แม้ว่าหุ้นไทยปรับลงบ้าง แต่ก็สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค

โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีแรงกดดัน จากการประกาศเลื่อนผู้ชนะประมูลแหล่งสัมปทานแหล่งน้ำมันบงกชและเอราวัณ ทำให้หุ้นกลุ่มนี้ปรับตัวลง แต่หุ้นกลุ่มอื่นๆ ยังปรับขึ้น โดยเฉพาะหุ้นในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล


แนวโน้มตลาดหุ้นวันที่ 6 ธันวาคม มีแนวโน้มดี มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ แต่ก็ยังต้องรอดูปัจจัยต่างประเทศช่วง 1-2 วันนี้ รวมถึงการประชุมกลุ่มประเทศผู้ค้าน้ำมัน (โอเปค)

ส่วนในประเทศต้องติดตามปัจจัยการเมืองโดย ในวันที่ 7 ธันวาคม ทางรัฐบาลนัดพรรคการเมืองปลดล็อกเลือกตั้ง โดยให้กรอบดัชนีเคลื่อนไหว 1,660-1,680 จุด

ด้านกระทรวงพาณิชย์ นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า แถลงการณ์จากทำเนียบขาว ระบุว่าหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างกันได้หลังจากครบกำหนด 90 วันแล้ว สหรัฐจะเดินหน้าการเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่ม ในอัตรา 25% ซึ่งจะเป็นแรงกดดันตลาดค้าโลกต่อไป

สงบศึกครั้งแรก เป็นผลสำคัญมาจากการที่จีนยอมรับข้อเสนอของสหรัฐ ในเรื่องหลัก คือ 1.ตกลงที่จะซื้อสินค้าเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม และผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากสหรัฐ โดยจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐทันที เพื่อลดปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ

2.จีนตกลงที่จะกำหนดให้ Fentanyl ซึ่งเป็นยาระงับปวดประสิทธิภาพสูง เป็นสารควบคุมและห้ามส่งออกไปยังสหรัฐ โดยหากฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมายของจีน

และ 3.ยอมรับที่จะเริ่มการเจรจากับสหรัฐในประเด็นที่สหรัฐให้ความสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถ่ายโอนเทคโนโลยี การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา อุปสรรคที่ไม่ใช่ภาษี การบุกรุกทางไซเบอร์และการโจรกรรมทางไซเบอร์ การเจรจาด้านการค้าบริการและการเกษตร ภายใน 90 วัน ทั้งนี้ จีนยังระบุด้วยว่าจะมีการทบทวนพิจารณาอนุมัติการลงทุนแก่บริษัท Qualcomm- NXP ซึ่งเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ จากสหรัฐ ที่ต้องการเข้าไปลงทุนในจีน

ความคืบหน้าการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและการส่งออกสินค้าของไทย โดยสามารถลดบรรยากาศความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจากผลของสงครามการค้า

อีกทั้งช่วยให้เสถียรภาพทางด้านการค้าและการลงทุนกลับมาดีขึ้น ช่วยลดความผันผวนในตลาดทุนและตลาดเงิน เศรษฐกิจโลกที่มีเสถียรภาพมากขึ้น จะสนับสนุนให้การค้าโลกขยายตัว และเป็นผลบวกต่อการส่งออกของไทย

โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าขั้นกลาง (intermediate goods) อาทิ สินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในห่วงโซ่อุปทานของจีน ซึ่งที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสงครามการค้า

หากปัญหาความขัดแย้งคลี่คลายจะช่วยสนับสนุนให้การส่งออกไทยขยายตัวได้เกินเป้าหมาย 8% แต่ก็ยังมีความกังวลในประเด็นการขึ้นภาษี สินค้ากลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนของสหรัฐขณะนี้อยู่ระหว่างการไต่สวนตามมาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (Safeguard Measure) กับทุกประเทศ ว่าสหรัฐจะชะลอหรือเดินหน้าบังคับใช้มาตรการ เพราะประเทศที่เข้าข่ายอาจโดนมาตรการไม่ได้มีเพียงประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงไทยด้วย

ขณะที่ นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า เทรดวอร์พักรบไป 90 วัน จะช่วยให้ผู้ประกอบการจีนปรับตัวและวางแผนในการส่งออกและนำเข้า

โดยเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการในสหรัฐปรับแผนดำเนินงาน และปรับตัวใหม่ ไทยเองก็ต้องวางแผนปรับตัวใหม่เช่นเดียวกัน ซึ่งปัจจัยกระทบส่งออกเรื่องติดปัญหาพื้นที่เก็บตู้คอนเทนเนอร์ไปเส้นทางของสหรัฐ

โดยตัวเลขการส่งออกของไทยที่เพิ่มขึ้นมีทั้งไปสหรัฐและจีน ส่วนหนึ่งรับอิทธิพลมาจากตัวภาษีนำเข้าที่ปรับขึ้นของทั้ง 2 ประเทศ ทำให้เร่งนำเข้าสินค้าจากไทยทดแทน แต่เราติดเรื่องไม่มีตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าไปสหรัฐได้ทันที

ทำให้สินค้ากลุ่มนั้นไปเข้าที่จีนแทน ถึงแม้อาจไม่ชัดเจนเท่ากับกลุ่มสินค้าที่ส่งออกไปยังจีนได้น้อยลง มีการนำเข้ายังสหรัฐมากขึ้น ทำให้สงครามทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ที่ไทยอยู่ตรงกลาง จึงสามารถส่งสินค้าเข้าทดแทนทั้ง 2 ประเทศได้

ประธาน สรท.ยังระบุว่า การส่งออกจากนี้ ก็ยังรับผลทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ เนื่องจากบางอุตสาหกรรม ไทยอาจมีซัพพลายสามารถส่งออกทดแทนได้ แต่ในบางอุตสาหกรรมอาจไม่สามารถทำได้ ทำให้ไทยต้องหาตลาดใหม่ เพื่อทดแทนตลาดเดิมและขยายการส่งออกต่อไป

แต่เนื่องจากภาพรวมการส่งออกของไทยสามารถกระจายตลาดการส่งออกสินค้าได้ดีมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ช่วงนี้มองว่ามีปัจจัยลบมากกว่าปัจจัยบวก อาทิ ราคาน้ำมันผันผวนตลอดเวลา จึงเป็นความกังวลต่อราคาต้นทุนผลิตและสินค้า รวมถึงค่าเงินบาทผันผวนอยู่ ล้วนเป็นความเสี่ยง

เมื่อให้รัฐและเอกชนประเมินผลพักรบ 90 วันจากนี้ ต่างก็ฟันธงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน จะยังยืดเยื้อและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งที่เกิดขึ้นคือ เมื่อสงบศึกการค้าปกติสหรัฐกับจีน ก็จะยิ่งรุนแรงขึ้น

เพราะ 2 ประเทศต่างเร่งส่งออกและนำเข้าในสินค้าที่ตนขาดแคลนหรือซื้อหาจากประเทศอื่นได้แพงกว่า อาจเป็นการนำเข้าหรือส่งออกได้สูงขึ้นในช่วง 3 เดือนจากนี้ ก็จะกระทบต่อประเทศอื่นๆ

ขณะที่จีนจะเร่งส่งออกบางส่วนไหลเข้ามาในแถบเอเชียมากขึ้น โดยอาศัยประโยชน์จากอัตราภาษีนำเข้าต่ำตามกรอบการใช้สิทธิประโยชน์จากภาษีอาเซียนกับจีน

ไม่ว่าประเทศมหาอำนาจจะขยับไปทางใด ประเทศเล็กอย่างไทยก็ไม่อาจอยู่อย่างมีความสุขได้ต่อจากนี้

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

Previous articleสทนช.เร่งแผนแม่บทน้ำ 20 ปี “บิ๊กฉัตร” ลุยโค้งสุดท้าย จ่อชงครอบคลุม 6 ด้านจัดการน้ำเข้า กนช. 19 ธ.ค.นี้
Next articleเยาวชนสะท้อนสังคม โครงการผลิตข่าวกับพานาโซนิค