ชลประทานแจ้งเตือนเมืองนครศรีธรรมราช รับมือฝนตกหนัก

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ที่อาจจะได้รับผลจากอิทธิพลมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกำลังแรงพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนหนักถึงหนักมากบางแห่ง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561 ณ เวลา 7.00 น. วัดปริมาณฝนสะสม 24 ชั่วโมงที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้มากถึง 211.5 มิลลิเมตร(มม.) ที่อำเภอพุนพิน และอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี วัดได้ 196.2 มม. , 209.5 มม. ตามลำดับ และที่อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง วัดได้ 184.8 มม. นั้น

สถานการณ์น้ำในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ฝนที่ตกหนัก ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองท่าดี ที่สถานีวัดน้ำ x.200 อำเภอลานสกา มีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้น วัดปริมาณน้ำไหลผ่านได้ 210 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เมื่อเวลา 11.00 น. (ปริมาณน้ำสูงสุด 514 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 16 ธ.ค. 61 เวลา 9.00 น.) กรมชลประทานคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำสูงสุดจะเดินทางถึงอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช ในระยะเวลา 8-10 ชั่วโมง หรือในช่วงเวลาประมาณ 17.00-19.00 น. ของวันนี้(16 ธ.ค. 61) โดยคาดว่าน้ำจะล้นตลิ่งท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ลึกเฉลี่ย 30-50 เซนติเมตร ซึ่งได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช ให้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ รวมทั้งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์น้ำต่อไปแล้ว


ทั้งนี้ ในส่วนของกรมชลประทาน ได้มอบหมายให้โครงการชลประทานทุกโครงการฯ ในพื้นที่บูรณาการร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวางแผนบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน พร้อมทั้งจัดเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำและผลักดันน้ำ ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนแล้ว ดังนี้ บริเวณสี่แยกพัฒนาการคูขวาง 2 เครื่อง บริเวณซอยสวัสดิรักษา 2 เครื่อง บริเวณคลองป่าเหล้า 2 เครื่อง บริเวณสนามบิน 2 เครื่อง บริเวณสวนสมเด็จฯ 84 จำนวน 4 เครื่อง บริเวณคลองนครน้อย 3 เครื่อง (อยู่ระหว่างติดตั้ง) และเครื่องผลักดันน้ำอยู่ระหว่างติดตั้งอีก 4 เครื่อง
สำหรับการป้องกันและบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในระยะเร่งด่วน นั้น กรมชลประทาน ได้ดำเนินการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำในคลองต่างๆไว้ก่อนหน้านี้แล้ว นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการขุดลอกคลองธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำให้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคลองธรรมชาติรอบๆสนามบิน และคลองในเขตเทศบาลนคนนครศรีธรรมราช อาทิ คลองสังหยู คลองสนามบิน คลองวัดหญ้า คลองคอน คลองน้ำแคบ และคลองฝรั่งถม ซึ่งดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ภายใต้งบประมาณโครงการไทยนิยม ยั่งยืนของรัฐบาล

ส่วนในระยะยาวนั้น กรมชลประทาน ได้ดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราช- อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยการขุดคลองใหม่ 3 สาย ความยาวประมาณ 18 กิโลเมตร พร้อมกับขุดขยายคลองเดิมคือ คลองวังวัว คลองหัวตรุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ซึ่งขณะนี้มีความก้าวหน้าไปเป็นลำดับ คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนงานที่วางไว้

สำหรับในพื้นที่จังหวัดพัทลุง มีฝนตกหนัก วัดปริมาณฝนในพื้นที่ต่างๆ อาทิ สถานีโครงการชลประทานพัทลุง อำเภอเมืองพัทลุง วัดได้ 177.6 มิลลิเมตร(มม.) สถานีฝายควนกุฏิ อำเภอเขาชัยสน วัดได้ 125 มม. ส่งผลให้มีปริมาณน้ำท่าไหลงลงคลองธรรมชาติต่างๆ ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในลุ่มน้ำคลองนาท่อม ระดับน้ำในคลองยังคงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ยังต่ำกว่าตลิ่ง ซึ่งต้องเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังคงมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพัทลุง มีน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณหน้าเรือนจำจังหวัดพัทลุงต.คูหาสวรรค์ อ.เมืองพัทลุง เฉลี่ยประมาณ 10 – 15 ซม. อำเภอควนขนุน บริเวณหน้าตลาดเทศบาลควนขนุน ต.ควนขนุน น้ำจากคลองได้เอ่อท่วมเข้าบริเวณพื้นที่บ้านเรือนราษฎรและพื้นที่ลุ่มต่ำ เฉลี่ยประมาณ 10 – 15 ซม. และที่อำเภอกงหรา บริเวณหมู่ที่ 4,5 และ หมู่ที่ 8 ต.ชะรัด น้ำจากคลองได้เอ่อท่วมเข้าบริเวณพื้นที่บ้านเรือนราษฎรและพื้นที่ลุ่มต่ำเฉลี่ยประมาณ 10 – 20 ซม. แนวโน้มระดับน้ำลดลง เนื่องจากมีฝนตกน้อยลงแล้ว คาดว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติภายใน 1 -2 วันหากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่มเติม

โครงการชลประทานพัทลุงได้สนับสนุนเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 8 เครื่อง ในพื้นที่เสี่ยงภัย และดำเนินการเดินเครื่องสูบน้ำจำนวน 2 เครื่อง สูบช่วยเหลือบริเวณตลาดควนขนุน พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์น้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบอย่างต่อเนื่องแล้ว

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ฝนที่ตกหนัก ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ล้นตลิ่ง ซึ่งได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประสานกับจังหวัดและรายงานสถานการณ์ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ร่วมกันเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำใน แต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมกับเตรียมการช่วยเหลือประชาชนต่อไปแล้ว

Previous articleเอกชนลุ้นต่อมาตรการฟรีวีซ่า ชี้นักท่องเที่ยวฟื้น-แอตต้าชงขออีก3เดือน
Next articleกฎหมายรีดภาษีนายทุน – ปฏิรูปเศรษฐกิจแท้ง รัฐเข็น 50 ฉบับฝ่าเส้นตายสภานิติบัญญัติ