“สมคิด” ปรับเป้าส่งออกปี’60 โต 6% สั่งพาณิชย์เดินหน้าสร้างพันธมิตรการค้า-เจาะตลาดเมืองหลักมากขึ้น

“สมคิด” ปรับเป้าส่งออกปี’60 โต 6% สั่งพาณิชย์เดินหน้าสร้างพันธมิตรการค้าไว้ เจาะตลาดเมืองหลักให้มากขึ้น พร้อมจึ้แผนพัฒนาโชห่วยรับนโยบายบัตรสวัสดิการคนจน ขีดเส้นเริ่มใช้เดือนตุลาคมนี้

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ กล่าวภายหลังการประชุมมอบนโยบายและติดตามงานกับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 28 สิงหาคม 2560 ว่าเป้าหมายการส่งออกปี 2560 น่าจะขยายตัวได้ 6% จากเดิมที่วางไว้ 5% เพราะการส่งออกในช่วง 7 เดือนแรกขยายตัวถึง 8.2% จากตลาดส่งออกมีการขยายตัวดี

“เรื่องส่งออกที่ผ่านดำเนินการเป็นที่น่าพอใจมาก เป้าหมายการส่งออกที่มีการมองไว้ 6% ก็จะทำได้เป้า แต่โดยนโยบายของตน คือต้องทำให้ดีที่สุดโดยไม่อ้างอิง หรือการคาดการณ์จากหลายสถาบันมากเกินไป แต่ต้องทำตามมาตรฐานและยุทธวิถีทำไว้”

สำหรับยุทธศาสตร์ในการผลักดันการส่งออกมุ่งเน้นพันธมิตรทางการค้า (Strategic Partnership) การนำเอกชนบุกตลาด ก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่มีการเจรจาไว้ ก็ต้องสานต่ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้การค้า การส่งออกขยายตัว เช่น จีน หลังจากมีการลงนามความร่วมมือด้านรถไฟ ซึ่งจะมีการลงทุน การเดินหน้าต่อไป ก็ต้องมีการหารือเรื่องยุทธศาสตร์การค้า ที่จะเชื่อมไปแต่ละมณฑลของจีนด้วย รวมไปถึงภายหลัง นโยบายเส้นทางสายไหม หรือ OBOR ไทยจะมียุทธศาสตร์อย่างไร รัสเซีย อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง จะเข้าไปใช้ประโยชน์ เจาะตลาดอย่างไร ซึ่งต้องหาวิธีการ ยุทธศาสตร์ใดที่ดำเนินการไว้

“ฮ่องกง ไทยมีสัมพันธ์ที่ดี ไต้หวัน เศรษฐกิจก็อยู่ระหว่างการเติบโต เราก็ต้องดูวางแผน หายุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการเข้าไปเจาะตลาด สินค้าอะไรที่จะเข้าไป ซึ่งต้องหารือกัน ดังนั้นเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์มองไว้ที่ 6% ก็ทำได้ หากไม่เกิดปัจจัยที่คาดการณ์ไม่ได้”

นอกจากนี้ตนได้มอบหมายงานด้านอีคอมเมิร์ซ โดยขณะนี้ ลาซาด้า อเมซอน กำลังทำตลาดในอาเซียนมากขึ้น เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เราก็ต้องมีแพลตฟอร์มบ้าง เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยที่ไม่สามารถเข้าแพลตฟอร์มของต่างชาติได้ ก็จะใช้แพลตฟอร์มของไทย โดยตั้งเป้าหมายให้เห็นเป็นรูปธรรมและสามารถใช้การได้ภายใน 2-3 เดือน เพื่อบุกไปสู่อนาคต

อีกทั้งสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (NEA) ที่มอบหมายให้มีการดำเนินการนั้น ที่จะพัฒนา ส่งเสริม งานดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ ต้องการเปิดให้เป็นทางการในเดือนกันยายน 2560 ต้องการเปิดให้ยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้กลุ่มประเทศ CLMV และประเทศที่เกี่ยวข้องเข้ามาใช้ประโยชน์ได้ และสร้างให้อีคอมเมิร์ซให้เกิดขึ้นจริงได้ และได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลด้านธุรกิจบริการ เช่นในกลุ่ม โรงแรม ภัตตาคาร โลจิสติกส์ ไฟแนนซ์ ก่อสร้าง เป็นต้น ว่ากลุ่มไหน ธุรกิจใดกำลังขยายตัวและมีการเติบโต เพื่อที่จะได้วางยุทธศาสตร์ในการผลักดันต่อไป โดยให้ดูต้นแบบจากอังกฤษซึ่งมีการดำเนินการอยู่

“อังกฤษ ธุรกิจบริการของเขาสัดส่วนจีดีพีสูง และมีการวัดทุกไตรมาสและมีการเก็บสถิติข้อมูล แต่สำหรับไทยนั้นยังไม่มีการเก็บข้อมูลพื้นฐานใดๆ ไว้ ลำบากในการวางยุทธศาสตร์ในการผลักดันให้เติบโต จึงต้องการให้ดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อที่จะต่อยอดไปสู่บริการที่จะเติบโตในอนาคต โดยให้เห็นผลใน 1-2 เดือนจากนี้”

Advertisement

นายสมคิดกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ เตรียมการคอยสนับสนุนนโยบายที่รัฐบาลจะดำเนินการ ประชารัฐสวัสดิการ ซึ่งจะจัดการ์ดที่ไว้ใช้งาน 1-2 ใบ เพื่อให้มีการใช้บริการสะดวก ง่ายขึ้นในการเข้าถึงราคาสินค้าราคาถูก ร้านค้าประชารัฐ ต้องการสร้างเครือข่ายร้านโชห่วยและอื่นๆ ที่จะทำให้การดำเนินการโดยผ่านบัตรดังกล่าวนี้ง่ายขึ้น โดยเมื่อผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ต้นเดือนตุลาคมนี้ จะต้องดำเนินการได้ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะต้องหารือและวางแผนล่วงหน้า และดึงร้านค้า หน่วยงาน สินค้าอะไร ระบบโลจิสติกส์ที่จะเข้ามาใช้ จะเป็นอย่างไรก็ต้องดำเนินการล่วงหน้าไว้

อีกทั้งตนยังได้ติดตามงานที่ได้มอบหมายไว้ โดยเฉพาะเรื่องของการส่งเสริมสินค้าเกษตรกร สินค้าเกษตรแปรรูป โดยต้องการให้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เพื่อให้สินค้าเกษตรไทยเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น โดยการดึงการลงทุนในกลุ่มดังกล่าวนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการส่งเสริมการค้าลงทุนเยอะมาก แต่ด้านเกษตรยังน้อย หากสามารถผลักดันและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ จะทำให้เกษตรกรไทยมีรายได้มากขึ้น โดยให้กระทรวงพาณิชย์ไปดูสินค้าเกษตรที่เหมาะสม และหารือกับบีโอไอต่อไป พร้อมกับไปหารือเอกชนและนำระบบโลจิสติกส์เข้ามาช่วยด้วย

“การสร้างมูลค่า แบรนด์ สินค้าเกษตรไทยน้อยมาก ส่วนมากส่งสินค้าดิบไป และไปบรรจุภัณฑ์เป็นของคนอื่นแต่ของคนไทยเองไม่มี การดำเนินการไม่ลำบาก แต่ต้องจริงจัง และหากต้องการให้บีโอไอ ให้ช่วยอะไร ก็หารือและดำเนินการออก เพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก”

อย่างไรก็ดี ส่วนการเตรียมตัวไปสหรัฐตอนนี้มีความพร้อมเต็มที่ พร้อมทั้งข้อมูลและการเจรจาในประเด็น แต่ขณะนี้ขึ้นอยู่กับกระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดการเดินทางที่แน่ชัด ส่วนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ และข้าราชการทุกคน ทำงานได้ดี ก็ทำงานหนักต่อไป ที่ผ่านมาดี และทุกกระทรวงเองก็พยายามขับเคลื่อน ไม่ได้เดินตามคำทำนาย ขึ้นอยู่การคำนวน คาดคะเน ผลักดันให้เกิดขึ้น และเชื่อว่าอนาคจะดีขึ้นตามลำดับ

ด้านนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เป้าหมายการส่งออกที่มองไว้ 6% เชื่อว่าทำได้และคาดว่าน่าจะทำได้ดีกว่าที่มองไว้ เนื่องจากปัจจัยการนำเข้าของโลกมีการขยายตัวไปในทิศทางที่ดี หลังจากนี้กระทวงพาณิชย์ก็ต้องจัดกิจกรรมลงในเมืองหลัก เมืองใหญ่ ให้มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่สำคัญ เช่น จีน อินเดีย แอฟริกา สหรัฐอเมริกากลาง บราซิล เป็นต้น และฮ่องกงก็เป็นประเทศที่น่าสนใจที่จะดึงเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะโครงการ EEC ของไทย หรือประเทศเป้าหมายที่มองไว้