จีไอทีเตือนผู้ประกอบการไทยรับมือสหรัฐฯหลังเข้มงวดตรวจเครื่องประดับ หวั่นเอื้อความขัดแย้งในอิหร่าน เวเนฯ

สถาบันอัญมณีฯ เตือนผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับไทยตื่นตัวรับมือสหรัฐฯ เข้มงวดและตรวจสอบที่มาวัตถุดิบในการผลิตสินค้า หลังมองว่าวัตถุดิบที่มาจากบางประเทศ เป็นแหล่งทุนสำคัญในการสนับสนุนความขัดแย้งในอิหร่าน เวเนซุเอลา และบางประเทศในแอฟริกา แนะในการผลิต ต้องมีใบรับรองวัตถุดิบจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และควรใช้เทคโนโลยี Block chain เข้ามาช่วย

นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือจีไอที เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เตรียมเข้มงวดกับธุรกิจเครื่องประดับมากขึ้น โดยเบื้องต้นได้แจ้งไปยังกิจการและกลุ่มบริษัทธุรกิจเครื่องประดับในการประชุมที่นิวยอร์ก ให้ธุรกิจเครื่องประดับจะต้องรับรู้และเปิดเผยข้อมูลแหล่งที่มาของวัตถุดิบทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่อัญมณี (เพชรหรือพลอยสี) แต่รวมถึงทองคำและโลหะมีค่าอื่นๆ ด้วย มิฉะนั้นอาจถูกดำเนินการตามกฎหมายใหม่ของสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจน

“เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่า การค้าวัตถุดิบในการผลิตเครื่องประดับในบางประเทศเป็นแหล่งทุนหนึ่งที่สำคัญในการสนับสนุนเหตุความขัดแย้งของกลุ่มนอกกฎหมาย โดยเฉพาะในอิหร่าน เวเนซุเอลา รวมถึงบางประเทศในทวีปแอฟริกา ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องการรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบและหรือชิ้นส่วนเครื่องประดับที่นำเข้าทุกรายการ แม้ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ จะชี้ให้เห็นว่า การรู้แหล่งที่มาของวัตถุดิบหรือชิ้นส่วนทุกรายการในเครื่องประดับอย่างชัดเจนนั้น เป็นเรื่องยาก เพราะวัสดุหลายชิ้นผ่านการรีไซเคิล หรืออาจขายผ่านตลาดรองก็ตาม”



สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการจะส่งออกสินค้าไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐฯ จึงจำเป็นต้องปรับตัวเตรียมพร้อมรับกฎหมายใหม่ที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้ โดยสำหรับสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับทุกชิ้นจะต้องสำแดงเอกสารแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ไม่ว่าจะเป็นเพชร พลอยสี และโลหะมีค่าทั้งทองหรือเงินให้ถูกต้องจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ อย่างเช่นการออกใบรับรองอัญมณีและเครื่องประดับจากสถาบันอัญมณีฯ หรือใบรับรองจาก Responsible Jewellery Council หรือเพชรที่มีใบรับรอง Kimberley Process หรือองค์กรที่ให้การรับรองเหมืองทองอย่าง Fairtrade และ Fairmined เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรจะต้องใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี Block chain ที่สามารถระบุและติดตามแหล่งที่มาของอัญมณีในทุกๆ ขั้นตอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อแสดงถึงความโปร่งใสในธุรกิจเครื่องประดับ ซึ่งจะสามารถทำผู้ประกอบการไทยสามารถส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับไปยังตลาดสหรัฐฯ ได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น

นางดวงกมลกล่าวอีกว่า ปัจจุบันกฎหมายฉบับนี้ ยังไม่ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งสถาบันอัญมณีฯ ในฐานะหน่วนงานกลางด้านอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ได้ทำการประสาน ติดตาม และศึกษาผลกระทบของกฎหมายดังกล่าวที่มีต่ออุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ได้อย่างทันท่วงที

สำหรับประเด็นเรื่องเทคโนโลยี Block chain ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการระบุแหล่งที่มาของอัญมณี สถาบันอัญมณีฯ ได้ดำเนินการจัดจ้างศึกษาผลกระทบ ข้อดีและข้อเสียของเทคโนโลยีดังกล่าว และคาดว่าจะสามารถเผยแพร่ผลการศึกษาได้ภายในปี 2562


ทั้งนี้ในปี 2561 สหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับไทยที่สำคัญเป็นอับดับ 4 ด้วยมูลค่า 1,346.05 ล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกรวม เป็นการส่งออกเครื่องประดับทองและเครื่องประดับเงิน 74% พลอยสี 12% และเพชรเจียระไน 10%

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ