สทนช.ลุยสร้างแหล่งน้ำ “อมก๋อย” ถิ่นชุมชนทุรกันดาร

สทนช.เดินหน้า “โครงการสร้างฝายกระจายน้ำ สร้างสุขสู่ชุมชนทุรกันดาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”  จัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ทุรกันดาร สนองนโยบายรัฐบาลและแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี นำร่องบูรณาการดำเนินโครงการในพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ได้ดำเนิน “โครงการสร้างฝายกระจายน้ำ สร้างสุขสู่ชุมชนทุรกันดาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก”  ที่บ้านเลอะตอ ต.แม่ตื่น อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่  ซึ่งเป็นโครงการนำร่องในการจัดหาน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ทุรกันดารให้กับพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลความเจริญ ตามนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการการให้ประชาชนคนไทยเข้าถึงแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ รวมทั้งสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปีที่กำหนดให้จัดหาน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคให้แก่ชุมชน ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน

ทั้งนี้ บ้านเลอะตอ ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำปิง มีประชากรประมาณ  60 ครัวเรือน เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ เส้นทางทุรกันดาร และขาดการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน  โดยเฉพาะน้ำสะอาด  ดังนั้น เพื่อให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งน้ำที่มีคุณภาพได้ ตามนโยบายรัฐบาลและแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี สทนช.จึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ เช่น การปรับปรุงฝายต้นน้ำเดิมที่ชาวบ้านสร้างขึ้นเอง ซึ่งใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุน การสร้างบ่อเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ขนาดความจุ 50,000 ลิตร เพื่อเป็นแหล่งเก็บกักน้ำก่อนที่จะเข้าสู่ระบบน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตรภาคในครัวเรือนของหมู่บ้าน การติดตั้งระบบกรองน้ำ เพื่อให้ได้น้ำที่สะอาดมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นต้น

สำหรับการจัดทำระบบน้ำดังกล่าว เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สทนช. หน่วยงานปกครองในพื้นที่ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) อ.อมก๋อย ชาวบ้านในพื้นที่ และสมาคมยี่สิบสองนอ ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนที่ใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ ทำกิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ทุรกันดาร ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

“เดิมหมู่บ้านเลอะตอ จะใช้น้ำจากระบบประปาภูเขาโดยตรง  ไม่สะอาด  และจะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำไม่เพียงพอที่จะทำการเกษตรโดยเฉพาะในฤดูแล้ง  ภายหลังจากที่ สทนช.เข้ามาดำเนินโครงการสร้างฝายกระจายน้ำ สร้างสุขสู่ชุมชนทุรกันดาร เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯนอกจากจะมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภคแล้ว ยังทำให้เกิดแหล่งน้ำต้นทุนซึ่งสามารถนำไปใช้เพื่อการเกษตรภายในครัวเรือนอีกด้วย  และที่สำคัญน้ำจากโครงการเป็นน้ำที่สะอาดและมีคุณภาพ ผ่านระบบการกรองที่ได้มาตรฐาน  นอกจากนี้ยังติดตั้งเครื่องกรองน้ำขนาดเล็กเพิ่มเติม ที่ศูนย์การเรียนรู้ชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านเลอะตอ (โรงเรียนบ้านเลอะตอ) ด้วย เพื่อให้นักเรียนได้ดื่มน้ำที่สะอาด ปลอดภัย  ซึ่งจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ึทุรกันดารให้ดียิ่งขึ้น” นายสมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช.กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า  โครงการดังกล่าว มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ ต้องการให้ทุกพื้นที่ ปราศจากความเหลื่อมล้ำในเรื่องน้ำซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต และเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรในประเทศ  อีกทั้งยังสอดรับกับแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยกรน้ำ 20 ปี ที่ระบุให้ทุกพื้นที่ต้องมีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภคในชุมชน  รวมทั้งการบริหารจัดการความต้องการใช้น้ำทุกกิจกรรมให้สมดุลกับปริมาณน้ำต้นทุน  การลดความสูญเสียน้ำ การเพิ่มมูลค่าน้ำ การจัดการน้ำต้นทุนเพื่อการใช้น้ำขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพื่อการเกษตรตามศักยภาพ และที่สำคัญยังเป็นไปตามที่องค์การสหประชาชาติได้กำหนดในการจัดงานวันน้ำโลกในปีนี้ คือ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” อีกด้วย และหากโครงการนี้ประสบผลสำเร็จ สทนช.จะขยายผลการดำเนินการไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของงบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติงบกลาง 3,000 ล้านบาท ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ เป้าหมาย 30,000 แห่งโดยให้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยดำเนินการ

ในการสร้างแหล่งน้ำ จัดสร้างฝายในพื้นที่ทั่วประเทศที่มีลักษณะเป็นต้นน้ำลำธาร พื้นที่ลาดชัน ที่มีลักษณะเป็นทางน้ำไหล ร่องน้ำและแก่งห้วย หนอง คลอง บึง ฝาย แก้มลิง ฯลฯ ที่จะเป็นการชะลอการไหลของน้ำและกักเก็บน้ำ การปรับปรุงซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ หรือเป็นสถานที่กักเก็บน้ำที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างและซ่อมแซมตามโครงการรณงค์ก่อสร้าง และซ่อมแซมฝายต้นน้ำ ลำธาร ตามแนวพระราชดำริ “โครงการ 80 พรรษา 80 ฝาย” เดิมหรืออื่นๆ ที่มีการก่อสร้างไว้ในพื้นที่ต่างๆ อยู่แล้วทั่วประเทศ แต่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมให้สามารถใช้งานได้รวมทั้งสิ้น 30,000 แห่ง โดยระยะเวลาในการดำเนินงานให้ดำเนินงานระหว่างวันที่ 8 พ.ค. – 30 มิ.ย.2562 นี้