สภาผู้ส่งออกคงเป้าส่งออกปีนี้เติบโตร้อยละ 5 ห่วงเงินบาทแข็งค่า

สภาผู้ส่งออกคงเป้าส่งออกปีนี้เติบโตร้อยละ 5 ชี้มูลค่าส่งออกต่อเดือนต้องได้ถึง 19,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งออกจึงจะโตร้อยละ 7 ยอมรับเงินบาทแข็งค่าสุดในเอเชียกระทบส่งออกไทย

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2560 มีมูลค่า 18,852 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 10.5 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทมีมูลค่า 635,791 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 6.6 ส่งผลให้การส่งออก 7 เดือนแรกมีมูลค่า 132,399 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตร้อยละ 8.2 ขณะที่มูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท 7 เดือนแรก มีมูลค่า 4.57 ล้านล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5.9 โดยหากพิจารณารายตลาด 5 อันดับแรกที่ขยายตัวสูง คือ จีน อเมริกา ญี่ปุ่น ฮ่องกง เวียดนาม

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกยังคงคาดการณ์การเติบโตของมูลค่าการส่งออกปีนี้เติบโตร้อยละ 5 ไม่ถึงร้อยละ 7 ตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมาย หากจะให้การส่งออกโตสูงถึงร้อยละ 7 มูลค่าการส่งออก 5 เดือนที่เหลือของปีต้องเฉลี่ยเดือนละ 19,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เพราะมูลค่าการส่งออกที่ผ่านมาเฉลี่ยเดือนละ 18,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนปัจจัยเสี่ยงต่อการส่งออกของไทย คือการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งสภาผู้ส่งออกขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยกำกับดูแลเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่แข็งค่าสูงกว่าคู่ค้าหรือคู่แข่ง เพื่อไม่ให้กระทบต่อสินค้าที่ใช้วัตถุดิบในประเทศสูง โดยเฉพาะเกษตรต้นน้ำ และ กลุ่มผู้ส่งออกเอสเอ็มอี เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2560 เงินบาทแข็งค่าขึ้นร้อยละ 7.42 แข็งค่าสุดในเอเชีย หากเทียบกับสกุลภูมิภาค เช่น ริงกิตมาเลเซีย ที่แข็งค่าร้อยละ 5 , รูเปียะ อินโดนีเซีย ทรงตัว และ เปโซ ฟิลิปปินส์ อ่อนค่าร้อยละ 3 ซึ่งไม่เอื้อต่อการเสนอราคาสินค้าส่งออกในช่วงไตรมาส 4 ถึงต้นปีหน้า และความผันผวนของเงินบาท ทำให้รอบการรับออเดอร์สั้นลงเหลือ 3 เดือน จากเดิม 6 เดือน ถึง 1 ปี และทำให้รายได้จากการส่งออกในรูปเงินบาท ลดลงไปร้อยละ 2 ซึ่งหากผู้ส่งออกที่มีมาร์จิ้นเพียงร้อยละ 3 ก็เกือบจะประสบภาวะขาดทุนแล้ว

ส่วนสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี หลังเกาหลีเหนือทดลองขีปนาวุธครั้งที่ 6 ทำให้สหรัฐ และเกาหลีเหนือ ตึงเครียดมากขึ้น ยังคงต้องติดตามสถานการณ์ต่อเนื่องว่าจะกระทบการส่งออกหรือไม่

 


ที่มา : สำนักข่าวไทย