ประพิศ มานะธัญญา 2 ปี “เจียเม้ง” หลังหลุดบ่วงจีทูจีข้าว

สัมภาษณ์

2 ปีหลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ยกคำร้องให้ นางประพิศ มานะธัญญา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจียเม้ง จำกัด 1 ใน 7 จำเลย ผู้ถูกกล่าวหาในฐานความผิดร่วมกันสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ในคดีอาญากลุ่มผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐ (นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และพวก) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต กรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับรัฐบาลจีน

ถึงวันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารเจียเม้ง ผู้ผลิตข้าวถุงแบรนด์คิวไรซ์ (Q Rice) อีกครั้ง ในโอกาสเข้าร่วมงาน THAIFEX-World of Food Asia 2019

ศาลฯยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเรา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2559 ส่วนจีทูจีรุ่น 2 เราไม่ได้เป็นอะไร ซึ่งผลการยกคำร้องทำให้เราคุยกับแบงก์ได้ง่าย อยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้

เหตุที่ยกคำร้อง คือ เราถูกชี้มูลว่าไปสนับสนุนจำเลยท่าน อื่น ๆ ที่กระทำความผิด แต่เมื่อเราพิสูจน์ว่าทำมาค้าขายปกติ ว่าเราซื้อข้าวจากโกดังที่เหลืออยู่ ซึ่งเราไม่ทราบหรอกว่าข้าวจากโกดังเหล่านี้ที่มาอย่างไร ราคาต่ำหรือสูง เพราะเราซื้อในราคาตลาด และซื้อตามจำนวนที่เราต้องการใช้ แค่หมื่นกว่าตัน เมื่อซื้อเสร็จแล้วเราส่งออกหมด เราพิสูจน์ได้หมด เอกสารครบ ท่านเลยบอกว่า เราไม่ได้สนับสนุน

ส่วนลอต 2 ทางเจ้าหน้าที่ที่สอบสวนรู้เส้นทางเราหมดแล้ว น่าจะได้ข้อสรุปเร็ว อย่างไรก็ตามก็หวังว่ามรสุมในธุรกิจข้าวก็คงจะผ่านไปในเวลาอีกไม่นานนัก เพราะว่าเท่าที่ดู ถ้ามีปัญหาไปก็อาจจะทำให้ธุรกิจตรงนี้แย่ไปเลย

กรณีข้าวถุงองค์การคลังสินค้า

ตอนนี้ทุกชุดที่สอบเรื่องนี้ไม่มีเราเข้าไปเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ดีเอสไอ ไม่เคยถูกสอบ หรือ สตง.เคยเรียกไปก็บอกว่า เราเป็นรายเดียวที่เป็นผู้ประกอบการค้าข้าวจริง หรืออย่าง

ดีเอสไอที่เขาสอบกันภาพรวม มีผู้อื่นให้การว่า เจียเม้งทำข้าวถุงจริงทำให้เรื่องไม่มาถึงเรา ถ้าวันหนึ่งมีการยกเรื่องนี้ขึ้นมา เชื่อว่าเราไม่มีอะไร

จุดเปลี่ยนเจียเม้งหลังรัฐประหาร

ต่างกันมาก เพราะตอนนี้เราเน้นการทำข้าวคุณภาพ ข้าวพรีเมี่ยม ในลักษณะมืออาชีพ แต่พอผ่านตรงนี้มา เรารับเรื่องต่าง ๆ มามาก ภาพลักษณ์เราก็เสีย ธุรกิจเราก็เสีย เช่น เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลธุรกิจเราเรื่องคดี เราเสียหายหมด ธุรกิจเราแทบเรียกว่าจะล้มละลาย เพราะแบงก์ตัดวงเงินเราหมด บอกว่าเรามีความเสี่ยง จึงถูกตัดวงเงินเครดิต มีคดีอาญาที่อาจจะติดคุกได้ เพราะงั้นเขาตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเลย นี่คือผลกระทบอย่างรุนแรงสำหรับเรา

แต่ต้องบอกว่า เราก็มีความซื่อสัตย์ มีความจริงใจ เพราะฉะนั้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เรารู้ว่าเราทำอะไร ทำผิดหรือทำถูก จึงทำให้เรายืนได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เราชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาในชั้นศาล ทำให้เราหลุดรอด แต่ความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเอากลับมาไม่ได้ มันเป็นธุรกิจครอบครัว เราต้องมาช่วยกันปรับและดูแล

วันนี้ถือว่าพิสูจน์ได้ว่าเราไม่ได้ทำผิดตามข้อกล่าวหา ทำให้เราทุกคนดีใจ แม้ว่าเราจะเล็กลง แต่เราก็ยังมั่นใจกับสิ่งที่ทำ

ธุรกิจครึ่งปีแรก

ตอนนี้เราลดและหันมาทำข้าวพรีเมี่ยมประมาณเดือนละ 5,000-7,000 ตัน มีขายภายในประเทศ 50% และส่งออก 50% ก็ค่อนข้างง่าย เป็นงานที่เราถนัดซื้อขายปกติ พยายามคัดลูกค้าที่ดี ตลาดหลักไปยุโรป อเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี แม้ว่าลูกค้าจะลดลงไปบ้าง ส่วนราคาก็ถือว่าดี ก็มีกำไรบ้าง แต่ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนทำให้วันหนึ่งมีปรับขึ้นลง 3 รอบ ต้องมีการดูแลความเสี่ยงค่าเงิน และตลาดส่งออกบางตลาดมีปัญหาเรื่องการชำระเงิน ทั้งยุโรป แอฟริกา ไม่มีเงินดอลลาร์ให้แลก แม้จะฟิกซ์ฟอร์เวิร์ดได้ก็จริง แต่ก็มีขอเลื่อนกำหนดการจ่ายเงินจาก 30 วัน เป็น 60 หรือ 90 วัน ซึ่งเราให้เป็นเคสบายเคส

แผนฟื้นฟู-ดีลขายกิจการ

ดีลขายกิจการก็ยังเป็นเจ้าเดิม แต่ปรับรูปแบบเป็นการร่วมทุน เพราะเราเพิ่งผ่านกระบวนการฟื้นฟูมา ซึ่งเป็นความชัดเจนว่าเราจะเดินทิศทางไหน ก็มีคนจะเข้ามาร่วมทุน อยู่ระหว่างเจรจา

ในส่วนของกระบวนการฟื้นฟูใช้เวลา 2-3 ปี ท้ายที่สุดได้คุยกับเจ้าหนี้ข้างนอกมีเคลียร์เจ้าหนี้การค้าข้างนอกจ่ายไปเกือบหมดแล้ว เรียกว่ามีความเห็นอกเห็นใจกันก็เลยทำให้เรายังอยู่ตรงนี้ได้ ดังนั้น ตอนนี้จะเหลือในส่วนของธนาคารที่ยังไม่ได้นับหนึ่ง เพราะรอกระบวนการทั้งหลายจะเริ่มคุยกับธนาคารหลังจากนี้

หากรัฐบาลใหม่มีจำนำอีกครั้ง

โครงการจำนำไม่ใช่ไม่ดี ไม่เช่นนั้นท่านผู้มีความรู้ต่าง ๆ คงไม่ปล่อยให้มีการดำเนินการกัน ซึ่งโดยหลักมี 2 ส่วน คือ โรงสี ที่รับข้าวเปลือกมาแปรสภาพส่งมอบเข้าคลัง และเรื่องการเป็นคลังเช่า หรือคลังรับฝากให้รัฐบาล ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขจะเป็นอย่างไร เพราะว่าทุกวันนี้ ปัญหาเดิม ๆ ก็ยังสางกันไม่หมด ก็เรียนตรง ๆ ว่าหลายคนก็คงเข็ด ไม่อยากเข้าไปยุ่ง แต่ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดีแล้ว ก็อาจจะมีทำอยู่ ไม่ใช่เรื่องว่าจะเข็ดหรือไม่เข็ด แต่มันเป็นเรื่องนโยบาย ซึ่งก่อนจะเริ่มโครงการ เราต้องดูว่าอะไรที่มันผิดพลาดก็ต้องแก้ไข อะไรที่ไม่ใช่ก็ต้องเปลี่ยน เพราะว่าทั้งหมดอยู่ที่สัญญา สัญญาต้องเป็นธรรม เพราะว่าที่ผ่านมาสัญญาไม่เป็นธรรม เป็นสัญญาของผู้ซื้อ หรือเจ้าของสัญญาจะเชิงเอาเปรียบมาก เราก็ทำเพราะคิดว่าไม่มีอะไร แต่วันนี้มันยุ่งชุลมุนกันหมด เพราะมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะไม่ได้เปลี่ยนการทำงานในลักษณะการรับจำนำปกติ แต่มีการเมืองเข้ามาด้วย เป็นโฟรทปาร์ตี้ และการเมืองที่เข้ามามีผลต่อธุรกิจค้าข้าว ทั้งโรงสีเองก็เหนื่อย ผู้ส่งออกเองก็เหนื่อย

ฉะนั้น เรื่องตรงนี้เราต้องบอกว่า เที่ยวนี้ต้องเข้มข้นกับทุกหน่วยงาน การตรวจสอบต้องมีแต่ต้น ไม่ใช่มามีเมื่อมีการร้องเรียน หรือตั้งกระทู้ ซึ่งมันสายไปแล้ว

ผู้บริหารเจียเม้งกล่าวทิ้งท้ายว่า ถึงวันนี้ย้อนกลับไปยังจะเข้าโครงการรับจำนำ เพราะโดยเนื้อโครงการไม่มีอะไรเสียหาย มีขั้นตอนและรายละเอียดเรื่องการจัดการต่าง ๆ ส่วนการเสียหายตรงนี้อยู่ที่คนบางคนที่อาจจะไปใช้ช่องโหว่ หรือมีอะไรที่ทุจริต

แต่เนื้อโครงการเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้ราคาดี โรงสีก็ไม่ต้องใช้ทุนเยอะ เพราะเป็นข้าวภาครัฐ ซึ่งพอถึงเวลาเขาก็ส่งมอบ เพียงแต่ต้องบริหารจัดการหลังจากส่งมอบเข้าคลังให้ดี เช่น ข้าวหอม อย่าไปเก็บนานจนเสีย ขายออกก็ต้องให้ได้คุณภาพตามสเป็ก ส่วนผู้ส่งออกไม่ต้องสต๊อกข้าว เพราะพอรัฐบาลรับจำนำแล้ว เดี๋ยวก็นำข้าวออกมาประมูลซื้อไป

ฉะนั้น ถ้าจะเปิดใหม่ต้องมีการตรวจสอบตั้งแต่ต้นไม่ใช่ให้มีการร้องเรียนก่อน เชื่อว่าโครงการนี้คงเป็นอุทาหรณ์ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง ผู้ส่งออก โรงสี ข้าราชการ นักการเมือง ช่วยกันทำให้โครงการนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ไม่ทำให้ซ้ำรอยเดิม หรือทำให้คนที่เขาเสียภาษีเหนื่อยหน่าย

Previous articleเตือน’กลาง-ตอ.-ใต้’ฝนยังตกต่อเนื่อง ‘กทม.’วันนี้ฝน60% ช่วงเลิกงาน
Next articleห่วงเสถียรภาพรัฐบาลใหม่ ธุรกิจยื่นมาตรการด่วนกู้เศรษฐกิจ