ใช้EECเป็นฐานหนี”เทรดวอร์” ส.อ.ท.หวั่นญี่ปุ่นถาม”S-curve”คืออะไร

“เทรดวอร์-เทควอร์” ทุบลงทุนครึ่งปีหลัง ส.อ.ท.ชี้ต่างชาติชะลอแผนลงทุนยาว 1.5-2 ปี ด้านนักลงทุนญี่ปุ่นเบอร์ 1 ทวงถามรัฐบาลใหม่ กรอบเวลา EEC พื้นที่ สิทธิประโยชน์ 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย แนะรัฐดึงญี่ปุ่นนักลงทุนตัวจริงให้ได้ BOI เผยญี่ปุ่นยังครองแชมป์ลงทุน 2 หมื่นล้านบาท

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการสำรวจความเชื่อมั่นภาคเอกชนไทยในช่วงที่ผ่านมาว่า แม้จะคลายความกังวลเรื่องสถานการณ์การเมืองในประเทศลงแล้วก็ตาม แต่หากประเมินเรื่องทิศทางการลงทุนช่วงครึ่งปีหลังแล้วนั้น เอกชนส่วนใหญ่ยังอยากเห็นกรอบเวลา (time frame) ที่ชัดเจนสำหรับโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตามที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้

โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน EEC Project Liss ทั้ง 5 โครงการ ที่ล่าช้าไปมากพอสมควร หากผลักดันได้เร็วยิ่งขึ้นจะยิ่งทำให้เห็นการลงทุนเร็ว

นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธาน ส.อ.ท. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ต้องยอมรับว่าสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐมีผลกระทบแน่นอน ไม่ใช่เพียงเรื่องของส่งออกสินค้าที่ถูกกีดกันด้วยการขึ้นภาษี แต่ที่สำคัญยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะการตอบโต้กันไปมาจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งกรณีที่สหรัฐขู่จะใช้มาตรการภาษี 5% ต่อสินค้าทั้งหมดที่มาจากเม็กซิโก และลามไปตัดสิทธิ์การค้า (GSP) กับอินเดีย รวมถึงรัสเซียที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำตอบโต้สหรัฐเช่นกัน

“กรณีที่สหรัฐยืดระยะเวลาการแบนหัวเว่ยออกไป 2 ปีจากครั้งแรก 90 วัน ทำให้นักลงทุนที่กำลังตัดสินใจลงทุนต้องชะงักแผนการลงทุนใหม่ เพราะไม่รู้ว่าอนาคตสหรัฐจะกลับมาแบนอะไรอีก เช่นเดียวกันกับการขยายการลงทุนหลังจากที่สหรัฐขึ้นภาษีจีน คนที่จะไปลงทุนที่จีนก็ต้องหาประเทศใหม่ ซึ่งการพิจารณาศึกษาและสำรวจเพื่อจะตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ จะใช้เวลาอีก 18-24 เดือน หรือถ้าเป็นธุรกิจใหญ่มาก ๆ อย่างปิโตรเคมีจะใช้เวลา 3-5 ปี ส่วนธุรกิจในไทยก็ใช้เวลาตัดสินใจใหม่ 3-6 เดือน ความไม่ชัดเจนทำให้แผนการลงทุนต้องขยับออกไปเรื่อยๆ”

แม้ว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โชคดีไม่อยู่ในเรดาร์สงครามการค้า มีจุดยุทธศาสตร์น่าลงทุนในภูมิภาคเอเชีย อาจได้อานิสงส์จากการตัดสินใจเบนเข็มการลงทุนจากจีนมาเป็นประเทศไทยแทน ที่สำคัญคือไทยต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ EEC เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม จากการหารือร่วมกับนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักลงทุนอันดับ 1 ของไทยมาอย่างยาวนาน กลับตั้งคำถามถึงรัฐบาลไทยว่า แผนการดำเนินงานส่งเสริมการลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) คืออะไร และมีความชัดเจนอย่างไรหรือยังว่าจะสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์อะไร พื้นที่ที่เหมาะในแต่ละอุตสาหกรรมคือที่ใด แตกต่างกันอย่างไรบ้าง

“ยอมรับว่านักลงทุนญี่ปุ่นเขาคือนักลงทุนตัวจริง เมื่อมีแผนศึกษาประเทศใดแล้วนั่นคือจะตัดสินใจลงทุนแน่นอน ไทยคือเป้าหมายการลงทุนของเขา ดังนั้นเราจึงควรต้องดึงเขาไว้ S-curve ที่จะลงทุน EEC เป็นอย่างไรต้องชัดเจน การทวงถามจากเขาสะท้อนว่าต้องการคำตอบจากเราเพื่อตัดสินใจ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ต้องทำหน้าที่ สนับสนุนให้เดินต่อ หากไม่แก้ข้อกังขานี้จะไม่เห็นเม็ดเงินลงทุนได้จริงเลย ซึ่งปัจจัยนี้จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า สถิติการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค. 2562) มี 245 โครงการ เพิ่มขึ้น 8% จากปีช่วงเดียวกันของปีก่อน มูลค่าเงินลงทุน 84,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 253% โดยญี่ปุ่นยังเป็นเบอร์ 1 มีโครงการ 55 โครงการ เม็ดเงินลงทุน 26,845 ล้านบาท

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แผนเรานับว่ามีความชัดเจน โดยปัจจุบันพื้นที่ EEC มีการประกาศเขต

ส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแล้ว ทั้งเพื่อกิจการพิเศษ และอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละพื้นที่อุตสาหกรรมแต่ละประเภทสามารถเลือกลงทุนได้ตามความเหมาะสม ตามเงื่อนไข เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ตามที่กำหนด เช่น โครงการเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล (EECd) ที่เหมาะกับอุตสาหกรรมดิจิทัล เป็นต้น

“การลงทุนเข้ามาเป็นระยะ ๆ เห็นได้จากตัวเลขขอรับการส่งเสริมจาก BOI และจากการตั้งทีมดูแลหาลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ซึ่งมีนายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ เป็นประธานอนุกรรมการประธานการลงทุนในเขต EEC ชุดใหญ่นั้นจะทำให้การลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย และการลงทุนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเกิดขึ้นตามมา ทั้งกำลังจัดทำระบบบริการเบ็ดเสร็จในพื้นที่ EEC หรือ EEC one stop service เพื่อให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวกกับนักลงทุนในจุดเดียว”

สำหรับไตรมาสแรก 10 อุตสาหกรรม เป้าหมายมียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 199 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร ส่วนมูลค่าการลงทุนทั้งหมดรวม 58,803 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม

Previous articleเลิก “ปั๊ม NGV” กว่า 100 แห่ง ขอรัฐบาลอุดหนุนราคาใหม่
Next articleศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนมติของ กสทช. ที่ให้เพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่และประกอบกิจการโทรทัศน์ฯ