ลุย “อีคอมเมิร์ซ” แก้เกมเศรษฐกิจจีนขาลง

ความตึงเครียดจากสงครามการค้ากดเศรษฐกิจจีน ไตรมาส 2 ปี 2562 ทำสถิติขยายตัวต่ำสุดในรอบ 8 ปี เป็นเหตุให้ไทยต้องพลิกกลยุทธ์การส่งออก เพื่อรักษาฐานตลาดจีนซึ่งเป็นตลาดการค้าอันดับ 1 พยุงการค้าระหว่างกันให้เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 เดือนแรกที่ไทย-จีน มีการค้าระหว่างกันมูลค่า 31,664 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 3.49%

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ อาศัย “อีคอมเมิร์ซ” เป็นช่องทางผลักดันการส่งออกสินค้าไทยไปยังตลาดจีนมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากลงนามความร่วมมือกับ อาลีบาบา กรุ๊ป แพลตฟอร์มออนไลน์ค้าปลีก (B2C) ที่ใหญ่ที่สุดในจีน เข้าถึงผู้บริโภคกว่า 1,400 ล้านคน ไปเมื่อปี 2559 ได้สร้างจุดเปลี่ยนให้สินค้าเกษตรจากไทยสามารถเจาะเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนได้ 24 ชั่วโมง ผ่านทางหน้าร้าน Thai Rice Flagship Store บนระบบแพลตฟอร์มของ Tmall.com ซึ่งกระทั่งถึงปัจจุบันการซื้อ-ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มนี้มีมูลค่า 2,000 ล้านบาทต่อปี โดยสินค้ายอดนิยม เช่น ทุเรียน มะพร้าว มังคุด ลำไย ขนุน เป็นต้น สามารถยกระดับราคาสินค้าเกษตรในประเทศได้

จากความร่วมมือดังกล่าว กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ขยายช่องทางเพิ่มเข้าไปใน “Freshippo” ซึ่งเปิดให้มีการจับคู่เจรจาซื้อ-ขายผลไม้ไทยเพิ่มเติม นอกจากการผลักดันการส่งออกผลไม้แล้ว ยังได้ขยายไปในกลุ่มสินค้าอื่น โดยได้จัดทำโครงการประชาสัมพันธ์กล้วยไม้ไทยผ่านช่องทางออนไลน์ Ali-Auction เพื่อขยายตลาดกล้วยไม้ไทยไปในตลาดจีน และยังมีช่องทาง JD Central และ JD Group ที่จะขยายช่องทางออนไลน์ในตลาดจีนเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ยังได้ขยายความร่วมมือโมเดลนี้ไปยังตลาดอื่น ๆ ด้วย อาทิ เมื่อเดือนมีนาคม 2561 ทำความร่วมมือกับสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (hktdc.com) ซึ่งมีสำนักงาน 46 แห่งทั่วโลก มีผู้ค้าในระบบกว่า 1.3 แสนราย มีผู้ซื้อที่ลงทะเบียนไว้ 1.6 ล้านราย สามารถทำการซื้อ-ขายด้วยตัวเอง ปัจจุบันมีบริษัทไทย 60 บริษัทซื้อขายแบบ B2B และยังมีความร่วมมือกับ KITA : Tradekorea.com ของเกาหลีใต้ด้วย ไม่นับรวมการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแพลตฟอร์ม Ebay.com และ Google.com จากสหรัฐ และ GoSoKo.com ของแอฟริกาใต้ ShopJJ.com ของสิงคโปร์ และ Jetro ของญี่ปุ่น PayTm.com ของอินเดีย ProChile ของชิลี

ล่าสุด นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาหารือเพื่อลงนามความร่วมมือกับ Tencent ของจีน แต่ยังยึดอาลีบาบาและ JD.com เป็นแพลตฟอร์มหลักอยู่พร้อมยอมรับว่า ผู้ประกอบการแต่ละรายมีความสามารถและครอบคลุมพื้นที่ต่างกัน การสร้างความร่วมมือนี้จะช่วยให้สินค้าไทย มีโอกาสจะรุกตลาดได้เพิ่มขึ้น

นอกจากรูปแบบออนไลน์แล้ว ยังจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกโดยร่วมกับห้างสรรพสินค้ารายใหญ่จัดทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เจาะกลุ่มผู้ซื้อหัวเมืองหลักจีน คาดว่า จะช่วยผลักดันการส่งออกไปจีนให้เติบโตได้ 1-3% ในปี 2562

Previous articleเอกชนหนุนเลื่อนขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ชี้เศรษฐกิจปี’62 แย่เกินพอแล้ว
Next article“พิพัฒน์” เปิดมิติใหม่เที่ยวไทย หนุน “กัญชา-Grab-Airbnb” ดึงทัวริสต์