พายุ “วิภา” เติมน้ำในลำน้ำสาขา ช่วยระดับน้ำโขงสูงขึ้น

อิทธิพลพายุวิภาเติมน้ำในลำน้ำสาขาตั้งแต่ จีน-พม่า-ลาว-ไทย ส่งผลระดับน้ำแม่โขงเพิ่มสูงขึ้น สทนช.ออกประกาศ 4 จังหวัดริมโขงรับมวลน้ำจาก สปป.ลาว 7 – 8 ส.ค. จ.หนองคาย ระดับน้ำแนวโน้มขึ้นสูงฉับพลันประมาณ 2 เมตร ก่อนถึงโขงเจียม 10 ส.ค.นี้ คาดช่วงเขื่อนจิ่นหงปรับลดการระบายน้ำ 5 วัน ไม่ส่งผลกระทบระดับน้ำโขงมากนัก ด้านเลขาฯ สทนช.หารือ 4 หน่วยงานปรับลดระบายน้ำเขื่อนน้ำใช้การน้อยกว่า 30%

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุวิภาในระยะนี้ ส่งผลทำให้มีปริมาณฝนตกลงในลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงตลอดสายตั้งแต่ประเทศจีน เมียนมาร์ สปป.ลาว และไทย ทำให้ขณะนี้ระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทางศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจได้ออกประกาศแจ้งเตือนจังหวัดริมโขงที่แม้จะไม่ประสบภาวะน้ำล้นตลิ่ง แต่อาจจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่จะเปลี่ยนแปลงฉับพลันได้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 6 ส.ค.62 ระดับน้ำที่สถานีเชียงคาน จ.เลย ได้เพิ่มระดับขึ้น 2 เมตร ซึ่งเป็นผลมาจากฝนที่ตกจากพายุวิภาในพื้นที่ สปป.ลาว จากหลวงพระบาง โดยมวลน้ำก้อนนี้จะถึง จ.หนองคาย วันนี้ – 8 ส.ค. 62 โดยคาดว่ามีระดับน้ำสูงประมาณ 2 – 2.2 เมตร จากระดับน้ำปัจจุบัน 5.97 เมตร ก่อนไหลต่อไปยัง จ.นครพนม ในวันที่ 9 ส.ค. 62 คาดว่าจะระดับน้ำจะเพิ่มขึ้นจากปัจุจบัน 4.33 เมตร อีก 2 – 2.5 เมตร และ จ.มุกดาหาร ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 2 – 2.2 เมตร จากปัจจุบัน 4.65 เมตร และอุบลราชธานี ในวันที่ 10 ส.ค.ตามลำดับ โดยคาดว่าระดับน้ำจะมีความสูงขึ้น 2.8 – 3.0 เมตร จากปัจจุบัน 5.25 เมตร

“ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่สูงขึ้นในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นก่อนที่สาธารณรัฐประชาชนจีนจะมีการปรับลดการระบายน้ำจากเขื่อนจิ่งหง เพื่อดำเนินการบำรุงรักษาสายส่งไฟฟ้าโรงผลิตพลังน้ำ โดยจีนจะปรับลดช่วงระหว่างวันที่ 11-15 ส.ค. 62 ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขงฝั่งไทยมากนักเฉลี่ยลดลงประมาณ 20-30 ซ.ม. เนื่องจากอิทธิพลของพายุวิภาได้เพิ่มปริมาณน้ำในลำน้ำสาขาแล้ว ทั้งนี้ ปริมาณอัตราการไหลของน้ำจากลำน้ำสาขาของประเทศจีน เมียนมาร์ สปป.ลาว และไทย ที่มาเติมระดับน้ำในลำน้ำโขง ในช่วงระหว่างเดือน มิ.ย.-ต.ค. 62 จะขึ้นกับปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ โดยอัตราการไหลของลำน้ำสาขาที่จะมาเติมในลำน้ำโขง จากสถานีจิ่งหง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงสถานีเชียงแสน จ.เชียงราย ประมาณ 1,000-4,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที จากสถานีเชียงแสน จ.เชียงราย ถึงสถานีเชียงคาน จ.เลย ประมาณ 800-4,900 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และจากสถานีเชียงคาน จ.เลย ถึงสถานีหนองคาย จ.หนองคาย ประมาณ 500-600 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำโขงลดลงไม่มากนัก” นายสมเกียรติ กล่าว

นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า แม้ว่าอิทธิพลของพายุโซนร้อนวิภาจะส่งผลให้ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรเทาลงในบางพื้นที่ แต่ก็ยังพบว่าปริมาณฝนที่ตกไม่ไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้มากนัก โดยล่าสุดพบว่ามีปริมาณน้ำไหลเข้าตั้งแต่วันที่ 31 ก.ค. – 7 ส.ค.62 จำนวน 1,557 ล้าน ลบ.ม. และหลายพื้นที่ยังคงอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ

Advertisment

ล่าสุด สทนช.ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้แก่ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการประปานครหลวง เพื่อหารือเร่งปรับแผนลดการระบายน้ำ โดยเฉพาะแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่า 30% ของความจุ โดยพิจารณาจาก 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ปริมาณน้ำที่มีอยู่ปัจจุบัน 2.ปริมาณน้ำคาดการณ์ที่จะไหลเข้าอ่าง และ 3.ปริมาณความต้องการใช้น้ำปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต โดยมีการติดตามสถานการณ์น้ำและสรุปข้อมูลรายวัน รวมถึงการคาดการณ์และการประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องต้องใช้ฐานข้อมูลร่วมกัน เพื่อประเมินและกำหนดมาตรการรองรับช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

“สำหรับการบริหารจัดการน้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน) ณ วันที่ 6 ส.ค. 62 มีน้ำใช้การ ใน 4 เขื่อนหลัก รวมเหลือเพียง 1,064 ล้าน ลบ.ม. ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันโดยกรมชลประทานและ กฟผ.จะปรับลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยา แบบขั้นบันได ให้เป็นไปตามแผนการระบายน้ำมากสุดจาก 4 เขื่อนหลัก ช่วง 5 ส.ค. – 31 ต.ค. 62 รวม 862 ล้าน ลบ.ม. โดยภายในสัปดาห์นี้ได้เริ่มลดการระบายจาก 4 เขื่อนลงวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. และสัปดาห์หน้าลดลงวันละ 8 ล้าน ลบ.ม.เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้เพื่อการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศในฤดูแล้งนี้ และเป็นต้นทุนน้ำสำรองต้นฤดูฝนหน้า ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเหลือน้ำใช้การ ณ 1 พ.ย. 62 ประมาณ 4,831 ล้าน ลบ.ม.” เลขาธิการ สทนช.กล่าว