สุริยะ” ถก “อุตตม” พรุ่งนี้ช่วยเคลียร์หนี้กองทุนอ้อยฯ 2,085 ล้านกับกรุงไทย เผยเงินช่วยชาวไร่อ้อยอีก 6,300 ล้าน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมสำนักงานอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจของไทยมาก มีมูลค่ากว่า 250,000 ล้านบาท รัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือและสนับสนุน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามา ลดต้นทุนการผลิต เปิดโอกาสในการให้นำน้ำอ้อยสามารถไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูง อย่าง ชีวภาพ เอทานอล เคมีภัณฑ์ ยา พลาสติกชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องสำอาง ภายใต้ พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย ที่อยู่ระหว่างแก้ไข (ร่าง) พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ….

ขณะเดียวกัน ในวันพรุ่งนี้ (27 ส.ค.2562) เตรียมหารือนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อช่วยเจรจากับทางธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในการยืดระยะเวลาผ่อนชำระหนี้ของกองทุนอ้อยและน้ำตาล 3 ปี หรือ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยพิเศษ ที่เหลืออยู่อีกประมาณ 2,085 ล้านบาท

“กู้เงินที่นำมาช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อยในฤดูการผลิตปี 2558/2559 นั้นในปัจจุบันกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ได้นำเงินรายได้จากการจำหน่ายน้ำตาลทรายภายในราชอาณาจักร นำไปชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแล้ว จำนวน 12,184 ล้านบาท โดยจะได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณแผ่นดิน เพื่อชำระหนี้เฉพาะในส่วนของเงินต้นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564-2566 จำนวนเงินต้น 2,085 ล้านบาท ซึ่งจะต้องพิจารณาจากงบกลางของรัฐบาลด้วย หากไม่สามารถขอรับการสนับสนุนได้ จึงจะขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้จากธนาคารกรุงไทยออกไปก่อน”

นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคาน้ำตาลในตลาดโลกที่ปรับตัวลง ส่งผลถึงราคาอ้อย เนื่องจากราคาอ้อยสูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับราคาน้ำตาลในตลาดโลก โดยทาง สอน. จะคำนวณและประกาศราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2562/2563 ภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าราคาอ้อยเบื้องต้นอยู่ที่ 837 บาท/ตัน ปริมาณอ้อย 120 ล้านบาท

ดังนั้นรัฐจึงศึกษาแนวทางการช่วยเหลือราคาอ้อยในฤดูการผลิตปี 2562/2563 แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อย เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อย ให้สามารถเข้าถึงปัจจัยด้านการผลิตที่จำเป็น เช่น ค่าเก็บเกี่ยว แต่ต้องไม่ขัดต่อพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) โดยจะขอวงเงินจาก รัฐวงเงินใหม่อีก 6,300 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรที่ตัดอ้อยสดจะให้ความช่วยเหลือ 75 บาท/ตัน

Previous article“จี.พี.อะไหล่” คว้ารางวัลสุดยอดเอสเอ็มอีแห่งชาติ เสริมแกร่งธุรกิจด้วยระบบมาตรฐาน ISO 9001
Next articleทุ่มกว่า 600 ล. เปิดอควาเรีย “ภูเก็ต” ใหญ่สุดในไทย