FTA Watch ยื่น 5 ข้อเสนอ “จุรินทร์” ก่อนฟื้นเอฟทีเอไทย-อียู “พาณิชย์” เดินหน้ารับฟังความเห็นประชาชนต.ค.-พ.ย.นี้

FTA Watch ยื่น 5 ข้อเสนอ ‘จุรินทร์’ ก่อนฟื้นเอฟทีเอไทย-อียู ‘พาณิชย์’ พร้อมเดินหน้ารับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน ต.ค.-พ.ย.นี้ ก่อนสรุปเสนอ สอดคล้องอียูตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่

ผู้สื่อข่าว ”ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าวันนี้ นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุล รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)ในฐานะตัวแทนภาคประชาสังคมและภาควิชาการที่ทำงานติดตามเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วย นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จากมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เข้ายื่นหนังสือเรื่องการรื้อฟื้นเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป ต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในงานสัมมนา “โอกาสและความท้าทายของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป” ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นในวันที่ 23 กันยายน 2562

ตามที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะรื้อฟื้นการเจรจาความตกลงการค้าทวิภาคีระหว่างไทยและสหภาพยุโรปนั้นกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชนมีข้อเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่กำกับดูแลนโยบายด้านนี้ดังต่อไปนี้

1.เมื่อปี พ.ศ. 2552 ก่อนที่การเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปจะเริ่มขึ้น คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นขึ้นทั่วประเทศและพบว่า ข้อห่วงกังวลที่ชัดเจน คือ การมีข้อผูกพันเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มงวดเกินไปกว่าที่ตกลงไว้แล้วในองค์การการค้าโลก (ข้อผูกพันแบบทริปส์ผนวก หรือ ทริปส์พลัส) ในด้านการเกษตร ข้อผูกพันแบบทริปส์ผนวกจะทำให้เกิดการผูกขาดในภาคการเกษตรแบบครบวงจร ที่จะส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ วิถีชีวิตของชุมชน และเกษตรรายย่อย ในด้านระบบสุขภาพ ข้อผูกพันดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาในราคาไม่แพงและระบบสุขภาพ เนื่องจากการผูกขาดผ่านระบบสิทธิบัตรที่ยาวนานเกินกว่ามาตรฐานขององค์การการค้าโลก การกีดกันการแข่งขันของยาชื่อสามัญ และการจำกัดการใช้สิทธิตามสิทธิบัตรเพื่อการสาธารณสุขของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเสรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ซึ่งจะทำให้มีการบริโภคมากขึ้นและส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสังคมอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังมีการคุ้มครองการลงทุน ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติฟ้องร้องรัฐผ่านกลไกอนุญาโตตุลาการนอกประเทศได้ แม้ว่ารัฐจะกำหนดให้มีนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชน แต่ขัดผลประโยชน์ของนักลงทุนต่างชาติ ทั้งนี้ การคุ้มครองการลงทุนในลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อประชาชนในทุกมิติ ข้อกังวลเหล่านี้ไม่ได้เกินจริง แต่มาจากการศึกษาและวิเคราะห์ร่างความตกลงที่สหภาพยุโรปเคยเสนอมาในการเจรจาครั้งที่แล้ว สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายพึงตระหนักตั้งแต่ก่อนที่จะรื้อฟื้นการเจรจา

ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะนี้นายกรัฐมนตรีของไทยกำลังเดินทางไปร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ก เพื่อกล่าวคำประกาศทางการเมืองว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทยช่วยให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล อันเป็นที่ชื่นชมและถือเป็นตัวอย่างที่ดีในสายตานานาประเทศ และหลายประเทศกำลังเดินหน้าผลักดันให้มีระบบหลักประกันสุขภาพฯ เช่นเดียวกับไทย แต่ถ้าประเทศไทยเดินหน้ารื้อฟี้นการเจรจาเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป โดยให้มีข้อผูกพันในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการคุ้มครองการลงุทน อย่างที่เคยปรากฏในร่างความตกลงฉบับก่อน ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของไทยจะได้รับผลกระทบร้ายแรง จากราคายาที่สูงขึ้นอย่างมากและการถูกจำกัดการออกหรือใช้นโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน ทั้งในคำประกาศทางการเมืองว่าด้วยหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าขององค์การสหประชาชาติ ที่นายกฯ ของไทยกำลังไปร่วมประชุม ในข้อที่ 51 ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชน เป้าหมายที่ 3 ที่ว่าด้วยสุขภาพ และในปฏิญญาโดฮาว่าด้วยความตกลงทริปส์และการสาธารณสุข ก็ได้กล่าวย้ำความจำเป็นที่จะต้องมีการเข้าถึงยา วัคซีน และเวชภัณฑ์จำเป็นต่างๆ ในราคาที่เป็นธรรม และไม่ควรให้ความตกลงการค้าใดๆ และเรื่องทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงระบบสุขภาพภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ด้งนั้นแล้ว กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์ จึงควรตระหนักและคำนึงถึงประเด็นในเรื่องความสอดคล้องทางนโยบายเป็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการค้าและการสาธารณสุข

2. เมื่อเจ็ดปีที่แล้วตอนที่เริ่มการเจรจาเอฟทีเอระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป กระทรวงพาณิชย์และภาคเอกชนอ้างความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งจัดทำเอฟทีเอ เพื่อไม่ให้สินค้าไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาพบว่า แม้สินค้าบางรายการของไทยถูกตัด GSP ไปแล้ว แต่การส่งออกไม่ได้ลดลง สินค้าส่งออกบางรายการกลับเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตัวเลขการลงทุนของสองฝ่ายก็ไม่ได้ลดน้อยลง ดังนั้น จึงควรมีการทบทวนงานศึกษาและข้อมูลของทั้งหน่วยราชการและภาคเอกชนที่สนับสนุนให้เร่งเจรจา เพราะอาจมีอคติและให้ข้อมูลตัวเลขผลประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเจรจาที่เกินจริง และในทำนองเดียวกัน อาจให้ข้อมูลตัวเลขด้านผลกระทบในกรณีที่ไทยไม่ทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่รุนแรงเกินจริง

3. ในการเจรจารอบที่เคยผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และกระทรวงสาธารณสุขได้สนับสนุนให้จัดทำการศึกษาผลกระทบของเอฟทีเอด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม (Health Impact Assessment (HIA) และ Environmental Health Impact Assessment (EHIA)) และกระทรวงพาณิชย์และสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้ศึกษาและมีรายงานหลายฉบับ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศควรรวบรวมงานศึกษาเหล่านี้ทุกฉบับและเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจเข้าร่วมเจรจาอีกหรือไม่และใช้เป็นข้อมูลในช่วงการเจรจา

4. ในการเจรจารอบที่เคยผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้จัดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเตรียมเนื้อหาการเจรจาอย่างเท่าเทียม เช่น การจัดให้มีการหารือผู้มีส่วนได้เสียครบทุกภาคส่วนทั้งก่อนและหลังการเจรจาในแต่ละรอบ โดยให้มีการชี้แจงท่าทีของคณะเจรจา รายงานความคืบหน้า พร้อมทั้งรับฟังและดำเนินการตามข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสมดุล ถ้ามีการรื้อฟื้นการเจรจาขึ้นมาอีกครั้ง ขั้นตอนการมีส่วนร่วมในทุกระดับและทุกหัวข้อของเนื้อหาการเจรจาความตกลง ต้องมีการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย อย่างแท้จริง และไม่น้อยไปกว่าเดิม อีกทั้งไม่ควรเลือกปฏิบัติรับฟังความคิดเห็นของภาคธุรกิจมากกว่าภาคประชาสังคม

5. การออกมาตรการรองรับหรือมาตรการเยียวยาใดๆ จากผลกระทบของเอฟทีเอ ต้องให้ผู้ได้ประโยชน์จากความตกลงฉบับนี้ มีส่วนในการรับผิดชอบต่อความผลกระทบและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อระบบสุขภาพ ชีวิตเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม โดยจะต้องพิจารณาจัดเก็บภาษีรายการใหม่จากภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และนักลงทุนที่ได้รับประโยชน์จากเอฟทีเอกับสหภาพยุโรปที่จะมีขึ้น ในอัตราที่สมเหตุสมผลและเพียงพอต่อการเยียวยาจริง

ทั้งนี้ กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน เครือข่ายภาคประชาสังคม และภาควิชาการ พร้อมที่จะสนับสนุนข้อมูลการศึกษาต่างๆ เพื่อให้การเจรจาการค้าระหว่างประเทศเกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนมากที่สุด และไม่ปล่อยให้ผลได้กระจุกผลเสียกระจายดังที่เคยเป็นมา

นางอรมนกล่าวว่า นโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) มอบให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเตรียมการเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งกรมฯ ได้ดำเนินการแบ่งเป็น 2 ด้านหลัก คือ (1) ด้านการศึกษาวิจัย ได้มอบสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา ทำการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ประโยชน์และผลกระทบจากการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 2562 และ (2) ด้านการหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งกรมฯ ให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก เกษตรกร และภาคประชาสังคม เพื่อให้ได้ข้อมูลความเห็นและมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ ให้รอบด้านและครบถ้วนมากที่สุด

โดยเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมฯ ได้เชิญหารือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มต่างๆ ไปบ้างแล้ว แต่เป็นการหารือในกลุ่มเล็กๆ การจัดสัมมนาในวันที่ 23 กันยายนนี้ ถือเป็นการจัดประชุมกลุ่มใหญ่ที่เชิญทุกภาคส่วนเข้าร่วมพร้อมกัน และกรมฯ ยังมีแผนที่จะเดินสายจัดสัมมนารับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภูมิภาคต่างๆ ของไทยในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน นี้ด้วย หลังจากนั้นจะรวบรวมผลการศึกษาและรับฟังความเห็นเสนอระดับนโยบายเพื่อประกอบการพิจารณาตัดสินใจเรีองการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป ต่อไป ซึ่งคาดว่า จะสอดคล้องกับช่วงเวลาที่สหภาพยุโรปแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยุโรปชุดใหม่ที่จะตัดสินใจหรือมีนโยบายเรื่องการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอกับไทย

นางอรมนกล่าวเพิ่มเติมว่า สหภาพยุโรป (อียู) ถือเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพและอำนาจซื้อสูง ด้วยประชากรกว่า 512 ล้านคน เป็นคู่ค้าสำคัญอันดับ 4 และนักลงทุนอันดับ 2 ของไทย การฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู ซึ่งหยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2557 จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการค้าการลงทุนของไทย โดยเฉพาะในสินค้าที่ไทยมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน สิ่งทอ ยางและผลิตภัณฑ์ อาหารและสินค้าเกษตรต่างๆ เป็นต้น ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนและความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งน่าจะช่วยเพิ่มแต้มต่อทางการแข่งขันของไทยที่ปัจจุบันหายไป จากการที่ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และบราซิล เป็นต้น มีเอฟทีเอกับอียูแล้วแต่ไทยยังไม่มี อย่างไรก็ดี เนื่องจาก เอฟทีเอที่อียูทำกับประเทศต่างๆ มีมาตรฐานสูง ทั้งในส่วนการเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุน ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าอื่นๆ เช่น พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การแข่งขันทางการค้า ทรัพย์สินทางปัญญา การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ เป็นต้น จึงต้องพิจารณาเตรียมความพร้อมและการช่วยเหลือเยียวยาอย่างรอบคอบ หากไทยจะฟื้นการเจรจา ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้สนใจจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ ภาคประชาสังคม และประชาชนทั่วไปเข้าร่วมกว่า 300 คน ที่จะได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นประโยชน์กับการเตรียมการของไทย รวมถึงโอกาสและความท้าทายของการฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู

ทั้งนี้ ในปี 2561 ไทยและสหภาพยุโรปมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 47,290.76 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออก 25,041.60 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และไทยนำเข้า 22,249.16 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องบิน เครื่องร่อน อุปกรณ์การบิน เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เวชกรรม-และเภสัชกรรม ในช่วงเดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 ไทยและสหภาพยุโรปมีมูลค่าการค้าระหว่างกัน 21,878.06 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออก 12,060.14 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้า 9,817.92 ล้านเหรียญสหรัฐ

Previous articleเมืองโบราณ มหัศจรรย์เมืองแห่งศรัทธา
Next articleสภาธุรกิจ “ไทย-ลาว” เดินหน้าเติมความรู้ สนับสนุนนักธุรกิจไทยลงทุนใน CLMV