ซาวด์เสียงคนภาคตะวันออก ก่อนฟื้นเอฟทีเอไทย-อียู

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยภายหลังการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องโอกาสและความท้าทายของไทยในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) ที่โรงแรมไบรท์ตัน แกรนด์ พัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2562 ว่า การจัดระดมความคิดเห็นในครั้งนี้ เป็นเวทีแรกที่ได้ออกต่างจังหวัด เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะเดินสายไปยังภูมิภาคอื่นๆ อีก ได้แก่ เชียงใหม่ สงขลา และขอนแก่น ก่อนที่จะปิดท้ายที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยได้ย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นว่าไทยต้องเดินหน้าฟื้นการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู เพราะแม้ปัจจุบันอียูจะมีปัญหาเรื่องที่อังกฤษจะออกจากอียู (เบร็กซิต) แต่อียูก็ยังเป็นตลาดสำคัญ ที่มีถึง 27 ประเทศ หากไม่รวมอังกฤษ และอนาคตอาจจะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก

ทั้งนี้ การทำเอฟทีเอกับอียู ยังเป็นการเปิดตลาดให้กับสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป สิ่งทอ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยางและผลิตภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น และยังสร้างโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากอียู และป้องกันไม่ให้การลงทุนไหลไปยังประเทศอื่นที่อียูมีเอฟทีเอด้วย เช่น เวียดนามและสิงคโปร์ รวมถึงอินโดนีเซีย ที่กำลังอยู่ระหว่างการเจรจา และมีความคืบหน้าโดยลำดับ

โดยประเทศไทยหากมีความล่าช้า เวียดนามอาจจะแซงหน้าและ ความเป็นศูนย์กลางของไทยจะมีผลกระทบ เพราะอียูจะไม่มองไทย และหันไปยังเวียดนาม แล้วใช้เวียดนามกระโดดไปยังประเทศอื่น แต่ถ้าไทยมีเอฟทีเอ อียูจะยังคงใช้ไทยเป็นศูนย์กลาง และใช้ไทยกระจายไปยังประเทศอื่นแทน ซึ่งเท่าที่พูดคุยกับทูตอียูที่อยู่ในไทย ทุกคนก็สนับสนุน เพราะเห็นไทยเป็นศูนย์กลาง โดยหลังจากนี้ จะเร่งทำข้อสรุปและเสนอให้รัฐบาลตัดสินใจ ถ้าไทยสรุปจะฟื้นการเจรจา อียูเห็นตรงกันฟื้นการเจรจาด้วย ก็จะเริ่มเจรจากันได้ปีหน้า ใช้เวลา 1-2 ปี น่าจะสรุปผลเข้ารัฐสภา เร็วสุดน่าจะ 2 ปี


สำหรับตลาดอังกฤษที่ปัจจุบันกำลังจะออกจากอียู ทั้งอังกฤษและไทยได้มีการสอบถามความคิดเห็นของผู้ประกอบการว่ามีความคิดเห็นยังไงกับตลาดอังกฤษ สนใจอะไรในตลาดอังกฤษ มีปัญหาอุปสรรคอะไร คาดว่าจะได้ผลสรุปในปลายปีนี้ ซึ่งเมื่อทราบความต้องการแล้ว ก็จะรู้ว่าผู้ประกอบการคิดยังไง และไทยควรจะมีท่าทีต่ออังกฤษยังไง ซึ่งในส่วนของการค้า หากในที่สุดแล้วอังกฤษจะออกจากอียู เห็นว่าน่าจะใช้วิธีการเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ เพื่อร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และด้านเศรษฐกิจ จากนั้นค่อยยกระดับไปสู่การทำเอฟทีเอ แต่ในการทำเอฟทีเอ ก็ต้องทำการบ้าน ทำการศึกษาผลดี ผลเสียก่อน ซึ่งเบื้องต้น ได้รับแจ้งจากอังกฤษว่าจะเน้นการทำเอฟทีเอกับประเทศที่มีเอฟทีเอกับอียูก่อน เพราะเริ่มต้นได้ง่าย หากไทยมีเอฟทีเอกับอียู การทำเอฟทีเอกับอังกฤษก็ไม่ยากแล้ว