“สมคิด” ยกทีมไทยแลนด์ บีโอไอ.-อีอีซี อ่อย 500 นักธุรกิจจีน โชว์ตัวเลขเวิร์ลแบงค์-จีดีพีปีหน้า 4 %

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาเชิญชวนนักลงทุนจีน ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกว่างตุ้ง ในงานสัมมนา “Strategic Partnership through the Belt and Road Initiative and the EEC” ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 500 คน ว่าขณะนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่นักลงทุนจีนจะใช้ประเทศไทยเป็นประตูสู่การลงทุนและกระจายสินค้าไปสู่อาเซียนและกลุ่มประเทศ CLMVT

“ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ถือเป็นจังหวะที่เหมาะสม เพราะรัฐบาลกำลังปฏิรูปประเทศในทุก ๆ ด้าน เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งนอกจากการลงทุนและการตั้งสำนักงานใหญ่ในไทยแล้ว ยังช่วยกระจายตลาดเข้าสู่ CLMVT และอนุภูมิภาคอื่น ทั้งเอเชียใต้และตะวันออกกลาง”

สำหรับการเดินทางไปโรดโชว์ที่เมืองกวางตุ้งครั้งนี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างมณฑลกวางตุ้งกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งระดับรัฐและระดับเอกชน เพราะเขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ที่รองรับนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ทำให้ไทยมีบทบาทสร้างความเชื่อมโยงกับอนุภูมิภาค CLMVT ที่มีความพร้อม ทั้งทรัพยากรมนุษย์ และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของเอเชียแทบทุกอุตสาหกรรม

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตต่อเนื่อง แม้ปีนี้จะถูกกระทบจากสงครามการค้า แต่คาดการณ์ว่าจะเติบโตได้ 2.7-3.2% ส่วนดัชนีเศรษฐกิจทุกตัวอยู่ในเกณฑ์ที่เข้มแข็ง และการขจัดอุปสรรคทางธุรกิจ ก็ได้รับการเลื่อนขั้นจากอันดับที่ 46 มาสู่อันดับที่ 27 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และในวันที่ 25 ต.ค.นี้ ที่ธนาคารโลกจะเปิดตัวรายงาน Doing business 2020 ซึ่งไทยมีแนวโน้มเลื่อนขั้นอันดับดีขึ้น เพราะเป็นผลมาจากการทุ่มเทจริงจังในการอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจ

“ขอเชิญชวนนักลงทุนจีนที่เชื่อมั่นและต้องการเข้าไปลงทุนในโครงการอีอีซีของเรา ความพยายามการปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้เน้นการเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีส่วนร่วม และเร่งออกมาตรการจูงใจทั้งหลายโดยเฉพาะจากสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อสร้างโอกาสใหม่แห่งการเป็นพันธมิตรร่วมกันทางธุรกิจ”

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังได้รับผลกระทบจากสงครามค้าการค้า ทำให้การส่งออกและการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศปรับตัวลดลง สะท้อนจากการปรับตัวเลขจีดีพีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ลดการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ปี 62 ลงสู่ระดับ 3% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 3.9% ส่วนไทยแม้ปีนี้จะปรับตัวลดลง แต่เชื่อว่าปี 63 จะขยายตัวได้ที่ 3-4%

“แม้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง แต่ยังมีโอกาสในการลงทุนอยู่ เพราะเศรษฐกิจกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีทียังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ 7-8% ถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนจีนจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ตามนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เนื่องจากไทยเป็นประเทศศูนย์กลางเชื่อมต่อไปยังภูมิภาคนี้ได้อย่างสะดวก” นายสมคิดกล่าว

นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาไทยสามารถดึงดูดโครงการลงทุนจากต่างประเทศได้จำนวนมาก โดยมีมูลค่าเงินลงทุนในพื้นที่อีอีซี ที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากปีโอไอ ปี 61 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 130 % หรือ 680,000 ล้านบาท สําหรับการลงทุนจากจีนในอีอีซี ตั้งแต่ปี 61 จนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้มีมูลค่าสูงถึง 59,000 ล้านบาท

“กลุ่มนักลงทุนสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี เป็นกลุ่มที่เราอยากได้ที่สุด และขณะนี้สตาร์ทอัพในประเทศไทยก็มีความหลากหลาย ทั้งไบโอเทคโนโลยี ไฮเทคโนโลยี” เลขาธิการบีโอไอกล่าว

ด้าน นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการอีอีซี กล่าวว่า อีอีซีกับรัฐบาลจีน ได้มีการลงนามใน MOU ไปแล้ว 9 ฉบับ ทั้งในระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล , รัฐบาลกับมณฑล ,และอีอีซีกับระดับเมือง รวมทั้งรัฐบาลกับสมาคมการค้า,อุตสาหกรรม ดังนั้นอีอีซี จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่นักลงทุนจีน จะไปลงทุนเพิ่มในประเทศไทย