ปูทาง FTA ไทย-อังกฤษ หลัง ‘Brexit’ “พาณิชย์” สัมมนาให้ความรู้กฎระเบียบการค้า

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เร่งจัดทำรายงานนโยบายการค้าร่วมกับอังกฤษหลัง ออกจากการเป็นสมาชิกอียู อย่างเป็นทางการ 31 มกราคม ที่ผ่านมา ย้ำ ไม่กระทบผู้ประกอบการไทย แนะคว้าโอกาสปูทางสู่การจัดทำเอฟทีเอไทย-อังกฤษ จัดสัมมนาให้ความรู้ด้านกฎระเบียบการทำการค้าหลังเบร็กซิท มี.ค.นี้

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการที่สหราชอาณาจักร (ยูเค) ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการเมื่อเวลา 23.00 น  ของวันที่ 31 มกราคม 2563 (หรือเวลา 6.00 น ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประเทศไทย) ซึ่งยูเคใช้เวลาดำเนินการกว่า 3 ปี นับจากวันที่ประกาศถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2559 จนสามารถบรรลุผลการเจรจาข้อตกลงการถอนตัว และได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาของทั้งสองฝ่ายได้เป็นผลสำเร็จนั้น

นับจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2563 จะเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน 11 เดือน ที่อังกฤษจะยังคงอยู่ภายใต้กฎระเบียบของอียูแต่ไม่มีสิทธิออกเสียงใดๆ โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องเร่งเจรจาจัดทำความตกลงทั้งด้านการค้าไปจนถึงความมั่นคงเพื่อให้การดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกันไม่สะดุดเมื่อยูเคออกจากอียูอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม 2564

“ผลกระทบต่อไทยจากกรณีที่ยูเคออกจากการเป็นสมาชิกอียู (เบร็กซิท) ในชั้นนี้ ประเมินว่า ไม่น่ามีผลกระทบมาก อาจมีเพียงความผันผวนอ่อนค่าลงของเงินปอนด์เล็กน้อย โดยการค้าระหว่างอังกฤษกับประเทศอื่นๆ รวมถึงไทยจะยังคงดำเนินไปได้ตามปกติ ภายใต้กฎระเบียบการค้าเดิมเสมือนว่ายังอยู่กับอียูไปอย่างน้อยจนถึงสิ้นปีนี้”

อย่างไรก็ดี ในช่วงระหว่างนี้ อังกฤษจะหารือกับอียูเพื่อเจรจาจัดทำความตกลงทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลการหารือนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะมีรายละเอียดอย่างไร และจะมีผลกระทบหรือสร้างโอกาสทางการค้ากับไทยมากน้อยเพียงใด เพื่อประสานกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมการปรับตัวได้ทัน

นางอรมน เสริมว่า กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์เบร็กซิทอย่างใกล้ชิด และเตรียมการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการเจรจากับทั้งอียูเเละอังกฤษเรื่องการแก้ไขตารางข้อผูกพันโควตาภาษีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) สำหรับโควตาสินค้าจำนวน 31 รายการ อาทิ มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหัก ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก ปลากระป๋อง เป็นต้น ที่ไทยเคยได้รับโควตาจากอียู เเละจะต้องมีการจัดสรรเเบ่งโควตาใหม่ภายหลังออกจากอียู (เบร็กซิท)

มีเป้าหมายเบื้องต้นในการรักษาผลประโยชน์ของไทยให้ได้รับปริมาณโควตารวม (ที่ทั้งอียูและอังกฤษจะต้องจัดสรรโควตาให้ไทยใหม่) ไม่น้อยกว่าที่ไทยเคยได้รับเมื่อตอนที่ยูเคยังเป็นสมาชิกอียู รวมทั้งสะท้อนปริมาณการค้าจริงระหว่างไทยกับอียู 27 ประเทศ และอังกฤษให้มากที่สุด

เนื่องจากอังกฤษเป็นคู่ค้ารายสำคัญอันดับที่ 21 ของไทย (อันดับที่ 2 ในอียู รองจากเยอรมนี) มีมูลค่าการค้ากับไทยปี 2562 อยู่ที่ 6,260 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยได้ดุลการค้า 1,426 ล้านเหรียญสหรัฐ การกระชับความสัมพันธ์กับอังกฤษภายหลังเบร็กซิทจึงเป็นเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญ ซึ่งขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างศึกษานโยบายและมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอังกฤษ และมีกำหนดจัดประชุมเพื่อระดมความเห็นกับภาครัฐและภาคเอกชน ในวันที่ 7 และ 13 กุมภาพันธ์ 2563

“เมื่อไทยและอังกฤษจัดทำรายงานการศึกษานโยบายการค้าของกันและกันเสร็จแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่กระบวนการหารือเพื่อจัดทำรายงานนโยบายการค้าร่วมกันต่อไป ซึ่งจะช่วยปูทางไปสู่การจัดทำเอฟทีเอระหว่างกันในอนาคต”

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ มีแผนจะจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการ และผู้สนใจในเรื่องการประกอบธุรกิจและกฎระเบียบการทำการค้ากับยูเคภายหลังเบร็กซิทในเดือนมีนาคมนี้ โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทั้งจากภาครัฐและเอกชนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการรับมือเบร็กซิท รวมถึงแนวทางการดำเนินความสัมพันธ์ฉันหุ้นส่วนระหว่างไทยและอังกฤษต่อไปในอนาคต

ขณะเดียวกัน กรมฯ อยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเรื่องประโยชน์และผลกระทบต่อไทยในการทำเอฟทีเอกับอังกฤษ รวมทั้งเตรียมจัดรับฟังความเห็นผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน เกษตรกร และภาคประชาสังคมในเรื่องดังกล่าว เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลเสนอระดับนโยบายตัดสินใจเรื่องการทำเอฟทีเอระหว่างสองประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การค้าไทยกับอังกฤษในปี 2562 มีมูลค่ารวม 6,260 ล้านเหรียญสหรัฐ หดตัวจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 11.04 โดยไทยส่งออก 3,843 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่
ไก่แปรรูป รถยนต์และอุปกรณ์ แผงวรจรไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกล เป็นต้นและไทยนำเข้า 2,417 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ แผงวรจรไฟฟ้า เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เป็นต้น

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ