‘ประวิตร’ งัด 5 มาตรการเชิงรุกแก้วิกฤตน้ำภาคตะวันออก

‘ประวิตร’ งัด 5 มาตรการเชิงรุกแก้วิกฤตน้ำภาคตะวันออก

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2563 ว่า มติที่ประชุมได้เร่งรัดการดำเนินงานตามงบประมาณที่แต่ละหน่วยงานได้รับการจัดสรรให้ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งให้ทันท่วงที พร้อมเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน ดำเนินการตามนโยบายนายกรัฐมนตรี บูรณาการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชน เร่งดำเนินการในเชิงรุกเพื่อป้องกันบรรเทาความเดือดร้อน และควบคุมสถานการณ์น้ำแล้ง ไม่ให้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ยังได้ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (งบกลาง) ระดับพื้นที่ ซึ่งได้สั่งการประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ 1. การเพิ่มการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากการติดตามการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้มีคุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับการอุปโภค บริโภคไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายน 2563

ดังนั้น ให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติดำเนินการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมายังลุ่มน้ำเจ้าพระยาเพิ่มเติมจากแผนเดิมอีก 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปจนถึงเดือนมิถุนายนนี้ จากเดิมที่มีการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองแล้ว 500 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อป้องกันปัญหาน้ำทะเลรุกตัวเข้ามายังแม่น้ำเจ้าพระยา โดยมอบหมายให้กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการประปานครหลวง(กปน.) ควบคุมการบริหารจัดการน้ำอย่างรอบคอบ รวมถึงป้องกันและเฝ้าระวังการสูญเสียน้ำระหว่างการผันน้ำจากลุ่มแม่กลองมายังลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิดด้วย

2.การบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเพื่อไม่เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ จากการประเมินสถานการณ์ของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พบว่า มีอ่างเก็บน้ำจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างบางพระ จ.ชลบุรี ที่หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการน้ำที่ชัดเจนอาจส่งให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นเดือนมิถุนายนได้

อย่างไรก็ดี ที่ประชุมเห็นชอบใน 5 มาตรการหลักพร้อมมอบหมายหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการป้องกันก่อนปัญหาขาดแคลนน้ำจะเกิดขึ้น คือ 1) มอบหมายการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์วอเตอร์ และ นิคมอุตสาหกรรมปรับลดการใช้น้ำ 10%

2) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปรับลดปริมาณการใช้น้ำผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมลดลงในภาคตะวันออก

3) กรมชลประทานประสาน กปภ. และ อีสท์วอเตอร์ จัดหาแหล่งน้ำสำรองจากภาคเอกชน เพื่อให้สามารถใช้น้ำได้ถึงสิ้นสุดเดือนมิถุนายน

4) ให้กรมชลประทานพิจารณาผันแหล่งน้ำจากข้างเคียงมาเติมอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล

และ 5) ให้ กปภ.เร่งรัดดำเนินการก่อสร้างตามแผนงานที่ได้รับสรรงบกลางแก้ไขปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

พลเอกประวิตรย้ำว่า ในส่วนของการดำเนินงานโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 (งบกลาง) จำนวน 2,041 โครงการ ได้เน้นย้ำหน่วยงานเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้วให้เร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมาย อาทิ การขุดเจาะบ่อบาดาล จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา เป็นต้น พร้อมทั้งรายงานความก้าวหน้า แผนการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับในทุกโครงการให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติรับทราบเป็นระยะ ๆ เพื่อเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในลำดับต่อไปด้วย

‘ประวิตร’ งัด 5 มาตรการเชิงรุกแก้วิกฤตน้ำภาคตะวันออก

ทางด้านนายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า สทนช.เตรียมนำเสนอของบประมาณดำเนินโครงการลงทุนด้านน้ำขนาดเล็ก เพื่อเก็บกักน้ำ ป้องกันน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่สามารถดำนินการได้ทันที่ เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันที่ 18 ก.พ.นี้ โดยการจัดทำแผนงาน โครงการเร่งด่วนเพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝนปี 2563 มีความก้าวหน้าการจัดทำแผนงาน โครงการเร่งด่วนตามที่10 หน่วยงานส่วนกลาง รวมถึงหน่วยงานส่วนท้องถิ่น 69 จังหวัด นำได้เสนอแผนงาน โครงการเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในระหว่าง สทนช.ดำเนินการวิเคราะห์ กลั่นกรอง ตรวจสอบโครงการ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในหลักการภายในเดือนก.พ.นี้

“ระหว่างวันที่ 14-17 ก.พ.นี้จะนำรายละเอียดของโครงการและมูลค่าโครงการ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาความเหมาะสมของเงินลงทุน และประโยชน์ที่เกิดขึ้นว่าคุ้มกับการลงทุนหรือไม่โครงการขนาดเล็กเหล่านี้ เป็นโครงการที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดำเนินการเร่งด่วน โดยให้ใช้เงินกู้ ซึ่งโครงการขนาดเล็กถึงขนาดกลางมูลค่าโครงการตั้งแต่ 100-200 ล้านบาท จะต้องนำหารือ สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ และสำนักงบประมาณอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการได้ในปี 2563 ก่อนเสนอครม. เพื่อขอความเห้นชอบต่อไป”

QR Code LINE@ Prachachat

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ