“สมคิด” ปลื้ม WEF ขยับอันดับความสามารถการแข่งขันขึ้นมา 2 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 32

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการ “เอซีเอ็มเอ บิสซิเนส ฟอรั่ม 2560” ซึ่งจัดโดยสมาคมนักศึกษาสถาบันวิทยาการตลาดทุน (สวตท.) ว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาอยู่ในยุคโชติช่วงชัชวาล ซึ่งเคยมีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในระดับเลข 2 หลัก ทั้งจากเรื่องการส่งออกและปัจจัยแรงงาน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่เข้มแข็งและตลาดโลกยังไม่ได้เติบโตดีมาก รวมถึงปัจจัยหนุนจากการค้นพบเหมืองแร่ในประเทศ การเข้ามาลงทุนของญี่ปุ่น และเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตดีมาตลอด และจากจุดนั้นจีดีพีปรับลดลงเหลือ 8% เป็นเวลา 5 ปีเต็ม และหล่นลงมาที่ประมาณ 5% กว่า มีปัญหาดุลการค้า ดุลการคลัง การเปิดเสรีทางการค้า จนในสุดหมดยุคโชติช่วงชัชวาล โดยเศรษฐกิจค่อยๆ ชะลอตัวลงมาจนวิกฤตเศรษฐกิจโลกและมีจีดีพีติดลบ และค่อยๆ ดีขึ้นแต่ไม่ถึง 4-5% โดย 3 ปีที่แล้วจีดีพีอยู่ที่ 0.8%

นายสมคิดกล่าวว่า อย่างไรก็ตามทุกคนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบและปฏิรูปประเทศ ทำอย่างไรถึงจะดึงความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศได้ เพราะความเชื่อมั่นมีผลต่อเศรษฐกิจ ผู้นำและผู้บริหารประเทศต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง โดยที่ผ่านมาทีมเศรษฐกิจได้รับการสนับสนุนจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทำให้ในช่วงเวลาปีกว่าๆ โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีความคืบหน้า โดยคณะนักลงทุนจากญี่ปุ่นเดินทางมาไทยเกือบ 600 คน การขับเคลื่อนนโยบายด้านดิจิทัล ผ่านการตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

“จีดีพีไตรมาส 2 ที่ผ่านมาขยายตัว 3.7% ซึ่งตัวเลขทางเศรษฐกิจดีขึ้นเกือบทุกรายการ แต่ไม่ได้หมายความทุกอย่างจะดีหมด เนื่องจากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง จะต้องค่อยๆ แก้ไป แม้ว่าจะโดนองค์กรต่างประเทศตำหนิในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความล่าช้า ซึ่งไทยเองก็พยายามปรับปรุงในส่วนต่างๆ โดยตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวข้องขึ้นมาดูแลเรื่องเฉพาะแต่ละเรื่อง โดยล่าสุดในวันนี้ทางสภาเศรษฐกิจโลก (ดับบลิวอีเอฟ) รายงานการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ 137 ประเทศทั่วโลก ซึ่งไทยได้รับการปรับอันดับขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 34 มาเป็นอันดับที่ 32 โดยดัชนีมีการวัดทั้งหมด 12 เสาหลัก (พิลลาร์) ซึ่งไทยมีอันดับขึ้นมาทั้งหมด 10 พิลลาร์ ยกเว้นด้านการศึกษาและการเงิน อย่างพิลลาร์เศรษฐกิจขึ้นมาอยู่อันดับที่ 9 จากอันดับที่ 13 ในปี 2559 จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น” นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดกล่าวว่า อีก 2 เรื่องที่อันดับไม่ได้ถูกปรับขึ้น คือการเงินที่อันดับอยู่เท่าเดิม โดยมองว่าเป็นเพราะสถาบันการเงินไทยแข็งแกร่งอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่มีประกาศจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาเมื่อวันที่ 26 กันยายนที่ผ่านมาจะยิ่งทำให้สถาบันการเงินไทยอยู่ระดับดีมากๆ เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาใหญ่ของไทย โดยประชากรประมาณ 20-30 ล้านคน แชร์จีดีพีอยู่ที่ 8-9% ดังนั้นจึงต้องช่วยกันคิดว่า ทำอย่างไรถึงจะให้ประชากรส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น ลดต้นทุนได้ แข่งขันได้มีผลผลิตที่หลากหลาย จะดึงการท่องเที่ยวเข้าไปสู่ชุมชนได้อย่างไร ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยกระโดดขึ้นไปได้ โดยมองว่าการแปลงอินเทอร์เน็ตเป็นการศึกษาจะช่วยให้เข้าถึงชุมชนได้และสร้างโอกาสให้เกิดขึ้น เพราะการศึกษาเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เช่นนั้นในอนาคตจะมีความเหลื่อมล้ำมากขึ้นกว่านี้


นายสมคิดกล่าวว่า ภาครัฐมีส่วนสำคัญในควบคุมกลไกทางเศรษฐกิจ โดยงบประมาณครึ่งหนึ่งอยู่ในรัฐวิสาหกิจ เพราะฉะนั้นทุกกระทรวงต้องตระหนักว่าจะเข้าสู่ดิจิทัลได้อย่างไรบ้าง โดยให้คิดแผนออกมาภายใน 2 เดือน โดยให้กระทรวงดีอีเป็นตัวกลาง แล้วนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ว่าจะเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างไร โดยการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ และหาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ในอนาคต เพื่อเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งหากมีแต่ข้อมูลภาคเอกชนก็จะไม่มีประโยชน์ และอยากให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะสมาชิกในสวตท. เป็นผู้นำในการเช้นท์เอเจ้นท์ กระตุ้นเอกชนรายอื่นๆ

“นอกจากนี้แล้วจะสังเกตว่าทั้งทางสศช. ธปท. กระทรวงพาณิชย์ปรับตัวเลขเศรษฐกิจใหม่แล้ว ขณะที่ทางธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ยังคงเป้าจีดีพีไทยที่ 3.5% รัฐบาลจะต้องเร่งทำงานเพื่อให้เอดีบีปรับเป้าใหม่ให้ได้ เนื่องจากมั่นใจว่าเศรษฐกิจไตรมาส 3/2560 จะดีขึ้นอย่างแน่นอน มั่นใจว่าสมคิดแฟคเตอร์ จะดีกว่าเอ็กซ์ปอร์ตแฟคเตอร์ จึงคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวดีขึ้น ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปัจจัยเรื่องใกล้ปิดปีงบประมาณ 2560 ตลาดหุ้นดีและสถานการณ์การเมืองก็ดีขึ้น แม้ว่าจะมีการตัดสินคดีใหญ่ในวันนี้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม” นายสมคิดกล่าว

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ