กกพ. ทุ่ม 2.8 หมื่นล้าน ปิดจ็อบ “ลดค่าไฟเยียวยาโควิด”

เป็นที่แน่นอนแล้วว่ามาตรการช่วยลดค่าไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟ เพื่อช่วยเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563 ที่ได้ประกาศให้มีผลบังคับใช้เป็นเวลา 3 เดือนซึ่งได้สิ้นสุดเมื่อพฤษภาคม 2563 จะไม่ได้รับการพิจารณาขยายระยะเวลาต่อไปอีก เนื่องจากนโยบายประเมินแล้วว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย รัฐบาลได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้ประชาชนเริ่มกลับมาประกอบธุรกิจและใช้ชีวิตปกติแล้ว

หากย้อนไปถึงการใช้มาตรการช่วยค่าไฟฟ้ากับประชาชนที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา จะประกอบไปด้วย 1) มาตรการไฟฟรี 3 เดือน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่มีนาคม-พฤษภาคม 2563 สำหรับผู้ใช้ประเภท 1.1 ของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือประเภท 1.1.1 ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ขนาด 5 แอมป์ 2) ผู้ใช้ไฟประเภท 1.2-1.3 ของ กฟน. หรือประเภท 1.1.2-1.2 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯของ PEA มิเตอร์ไฟขนาด 5 แอมป์ขึ้นไป

หากใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ชำระเงินตามจริง แต่หากใช้ไฟฟ้ามากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2563 แต่ไม่เกิน 800 หน่วย ชำระค่าไฟเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์ หรือหากใช้เกิน 801-3,000 หน่วย ชำระค่าไฟเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์ และส่วนต่างที่เกินจะได้รับส่วนลด 50% และหากใช้ไฟฟ้ามากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และใช้มากกว่า 3,000 หน่วยให้ชำระค่าไฟเท่ากับเดือนกุมภาพันธ์ และส่วนต่างที่เกินได้ลด 30% และยังมีมาตรการเร่งด่วนซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาออกมา เพื่อช่วยเหลือประชาชน จากปัญหาภัยแล้ง และกระตุ้นเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 อีก 7 มาตรการ ประกอบด้วย

1) สั่งตรึงค่าเอฟที งวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2563 2) ออกหลักเกณฑ์คืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าบ้านอยู่อาศัย และกิจการขนาดเล็ก จำนวน 23 ล้านรายทั่วประเทศได้เริ่มทยอยคืนเงินตั้งแต่มีนาคม 2563 เป็นต้นมา

3) ลดค่าไฟฟ้า 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นเวลา 3 เดือนนับจากเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563

4) ยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (minimum charge) เป็นการชั่วคราวสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 3-7 โดยผู้ใช้ไฟฟ้าจ่ายค่าความต้องการพลังงานไฟฟ้า (demand charge) ตามที่ใช้ไฟจริง มีผลตั้งแต่เดือนเมษายน-มิถุนายน 2563

5) เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณ เงินกองทุนพัฒนาชุมชน ในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้ากว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข ในการป้องกันและควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อจากไวรัสโควิด-19 จากกรอบวงเงินเดิมกว่า 2,400 ล้านบาท ที่ได้ช่วยเหลือภัยแล้งและการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

6) เพิ่มมาตรการ regulation zero เพื่อยกเว้นการปฏิบัติตามระยะเวลาในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การต่อใบอนุญาต ในกรณีที่ไม่มีประเด็นปัญหาต่าง ๆ หรือการนับระยะเวลาการอุทธรณ์ และ 7) การอำนวยความสะดวกในการบริการ กำหนดแนวทางการปฏิบัติงานและวิธีการให้บริการผู้เข้ามาติดต่อ ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาได้มีการใช้งบฯดำเนินมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ทั้ง 2 มาตรการ รวม 28,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของมาตรการเยียวยาค่าไฟฟ้าประชาชน 23 ล้านครัวเรือนที่ได้สิ้นสุดไปแล้ว ทางเราคงไม่ขอต่อ เนื่องจากไม่มีงบประมาณสำหรับดำเนินมาตรการ แต่หากรัฐมีนโยบายจะพิจารณาดำเนินการอีกครั้ง

ขณะที่การดำเนินมาตรการยกเว้นการเรียกเก็บอัตราค่าไฟฟ้าต่ำสุด (minimum charge) ซึ่งมีกำหนดได้สิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ทาง กกพ.จะพิจารณาตามข้อเรียกร้องของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เสนอขอให้ขยายถึงเดือนธันวาคม 2563 หรือไม่นั้น จะพิจารณาตามปัจจัยที่เหมาะสม อาทิ หากมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ให้กลับมาประกอบธุรกิจตามปกติแล้ว การใช้มาตรการนี้คงเกิดประโยชน์ไม่มากเท่าที่ควร ก็อาจจะพิจารณายุติการใช้มาตรการ

สำหรับแนวโน้มค่าไฟฟ้า Ft ซึ่งทาง กกพ.ได้สั่งตรึงสำหรับงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2563 นั้น มองว่า
แนวโน้มมีโอกาสที่ค่าเอฟทีอาจจะทรงตัว เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงซึ่งเป็นไปได้ที่จะลดลง หลังจากสถานการณ์ราคาน้ำมันลดลงต่ำกว่าเกณฑ์ค่าไฟฐานที่เคยประเมินไว้ มีผลให้ราคาก๊าซถูกลง นโยบายพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาในระบบ และสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ากลับมาสู่ภาวะปกติหลังคลายล็อกดาวน์ ก็จะมีการพิจารณาอีกครั้ง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ