เยียวยาโควิด “เกษตรกร” โค้งแรก รับเงิน 7 ล้านคน-อุทธรณ์ 5 หมื่นคน

ตรวจสอบสถานะ “เยียวยาเกษตรกร” แบบไหนได้เงิน 5 พันบาท

แม้สถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายมากขึ้น แต่ความหวังของเกษตรกรในเวลานี้ยังต้องพึ่งเงินช่วยเหลือจากโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือโควิด-19 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มูลค่างบฯ 1.35 แสนล้านบาท โดยกำหนดให้จ่ายรายละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563

เงินถึงมือเกษตรกร 7 ล้านราย

ช่วงโค้งแรกของการดำเนินมาตรการ “นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์” เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า สศก.ในฐานะนายทะเบียน ดำเนินการรวบรวมและจัดทำระบบคัดกรองข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อเร่งช่วยเหลือเกษตรกร โดยจ่ายเงินตรงผ่านบัญชี จำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 ซึ่ง สศก.ได้ส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มที่ 1 และ 2ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้วรวม 7.59 ล้านราย

ล่าสุด ธ.ก.ส.ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรแล้วตั้งแต่วันที่ 15-31 พฤษภาคม 2563 จำนวน 7,103,721 ราย รวมเงิน 35,518 ล้านบาท (ข้อมูล 4 มิ.ย.)ชาวนา-ชาวไร่อุทธรณ์มากสุด

ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง 8 หน่วยงานได้รับเรื่องอุทธรณ์เยียวยา รวมทั้งสิ้น 48,621 ราย จำนวน 49,054 เรื่อง แบ่งเป็น กรมส่งเสริมการเกษตร 44,881 เรื่อง กรมปศุสัตว์ 2,933 เรื่อง กรมประมง 439 เรื่อง การยางแห่งประเทศไทย 742 เรื่อง สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย 50 เรื่อง กรมหม่อนไหม 6 เรื่อง และกรมสรรพสามิต (ทะเบียนยาสูบ) 3 เรื่อง

ทั้งนี้ สามารถแก้ไขปัญหาแล้วเพียง 6,823 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาของหน่วยงานต้นสังกัด 40,598 เรื่อง ส่วนที่เหลือกรณีเกษตรกรที่ยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอนการขึ้นทะเบียน คาดว่าจะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายใน 31 ก.ค. 63

“เกษตรกรส่วนใหญ่จะนำเงินไปใช้จ่ายค่าครองชีพ ของกิน ของใช้ประจำวันนำเงินไปต่อยอดทำมาหากิน เช่น จ่ายค่าเช่าที่ทำกิน ซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อพันธุ์ปลา ซื้ออุปกรณ์จับปลา เครื่องมือทำมาหากิน ที่เหลือจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของลูกหลาน ค่ารักษาดูแลสุขภาพ และนำไปใช้อื่น ๆ ตามความจำเป็น เช่น ค่ารถค่าไฟฟ้า ค่ามือถือ ค่าน้ำ”

ฐานข้อมูลซ้ำซ้อน 4.8 แสนราย

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่า แม้ว่าส่วนเกษตรกรที่มาขึ้นทะเบียนไว้ภายใน 15 พฤษภาคม 2563 ธ.ก.ส.ยืนยันว่าจะเร่งโอนเงินให้แล้วเสร็จภายในต้นเดือนมิถุนายน แต่กลับพบว่ากว่า 4.8 แสนราย โอนเงินไม่ได้ ไม่พบบัญชีเงินฝาก เสียชีวิต ต้องมีการหารืออีกครั้ง ดังนั้นเกษตรกรต้องตรวจสอบสิทธิของตนเอง ผ่านเว็บไซต์หน่วยงานรัฐโดยด่วนในขณะที่ริเริ่มโครงการ พบว่า “ฐานข้อมูล” มักเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา ส่งผลให้หน่วยงานต้นสังกัด ต้องตรวจสอบกลั่นกรองให้ถี่ถ้วนก่อนส่งมายังนายทะเบียน จึงจะสามารถส่งให้ ธ.ก.ส. แต่เนื่องจากมีถึง 8 หน่วยงาน หลายกระทรวง จึงค่อนข้างใช้เวลา

โดยเฉพาะประเด็น “ความพร้อม” ที่ก่อนหน้านี้มีการถกเถียงถึงความเท่าเทียม และคุณสมบัติของเกษตรกร เช่น กรณีผู้ที่ถือสิทธิประกันสังคม ตามมาตรา 33 ไม่สามารถขอรับการเยียวยาทั้งที่เป็นเกษตรกรได้นั้น ข้อกำหนดของการเข้าร่วมโครงการเยียวยา ได้มีการระบุเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ผู้ขอรับสิทธิต้องไม่มีความซ้ำซ้อนกับสิทธิประกันสังคม ซึ่งต้องดูว่าผู้ที่มาขอขึ้นทะเบียนแจ้งไว้แบบใด หรือมีการอัพเดตทะเบียนเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ รวมไปถึงความชัดเจนกรณีของข้าราชการ 91,000 คนที่ทวงถามเพื่อรอคำตอบ ซึ่งตามเงื่อนไขไม่ได้ระบุประเด็นนี้ตั้งแต่แรกว่ามีเงินเดือนประจำแล้วไม่เข้าข่ายวัตถุประสงค์โครงการ กว่าจะทราบว่าไม่ได้รับสิทธิก็ใช้เวลานานเช่นกัน

ดังนั้น งานนี้คงต้องลุ้นการจ่ายเงินชดเชยจะไปถึงเป้าหมาย 10 ล้านรายได้หรือไม่เพียงใด เพราะบางส่วนเริ่มพบความซ้ำซ้อนกับมาตรการช่วยเหลืออื่น ๆ อย่างไรก็ตาม งานนี้จะต้องไม่ลืมว่าเงินเยียวยา 1.35 แสนล้านบาท จะต้องสามารถช่วยเหลือให้เกิดประโยชน์เท่าเทียมกัน และคุ้มค่าที่สุดเพื่อสิทธิของเกษตรกรทุกคน ที่สำคัญต้องไม่ซ้ำรอยโครงการเดิม ๆ ที่ยังตกหล่น ทำให้ประชาชนยังค้างคาใจ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ