กลาโหมร่วมทุน PPP เอกชน ผุดนิคมอาวุธ “เมืองกาญจน์”

กระทรวงกลาโหม เตรียมผุดนิคมป้องกันประเทศ 3,000 ไร่ อ. บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี

“กลาโหม” เล็งผุดนิคมป้องกันประเทศ 3,000 ไร่ อำเภอบ่อพลอย เมืองกาญจน์ ดึงงบฯ “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” ร่วมทุน กนอ. เปิดเจรจา PPP ดึงอเมริกา-เช็ก-จีน ขอบีโอไอลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบจูงใจเอกชนตั้งโรงงาน ประเดิมสร้างเฟสแรก 1,034 ไร่ ผลิตแบตเตอรี่ทหาร เตรียมทำ market sounding ปลาย มิ.ย. 63 นี้

พล.อ.นภนต์ สร้างสมวงษ์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผลคืบหน้าการศึกษาความเป็นไปได้โครงการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ S-curve ลำดับที่ 11 โดยเป็นโครงการร่วมดำเนินการกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ล่าสุดพื้นที่ขนาด 3,000 ไร่ ในอำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี มีความเป็นไปได้มากที่สุดในการลงทุน เพราะเป็นพื้นที่ว่างเปล่าไม่มีชุมชนโดยรอบ

ปักหมุดบ่อพลอยแทนศรีราชา

จุดเด่นกาญจนบุรีเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (SEZ) อยู่แล้ว การเข้าไปตั้งนิคมอุตฯ ของกระทรวงเป็นการต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ เมื่อเทียบกับพื้นที่บางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีความเป็นไปได้น้อยกว่า เพราะเป็นพื้นที่ของกองทัพเรือ และมีแผนจะใช้ก่อสร้างโครงการอื่นอยู่แล้ว

“เราปรึกษาเรื่องสิทธิประโยชน์กับทาง BOI แล้วได้รับคำชี้แนะว่าไม่จำเป็นต้องตั้งนิคมใน EEC ก็ได้ เพราะอุตสาหกรรมป้องกันประเทศคือ S-curve สามารถลงทุนที่ไหนก็ได้ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนสูงสุดเช่นเดียวกัน”

เฟสแรกพันไร่ผุด โรงงานแบตเตอรี่

โครงการนำร่องในเฟสแรก ใช้พื้นที่ 1,034 ไร่ รองรับการย้ายหน่วยงานกองทัพบกเข้าไปก่อน เช่น โรงงานแบตเตอรี่จากย่านบางนา ผลิตแบตเตอรี่ประเภทกรดเพื่อความมั่นคงด้านทหารป้อนออร์เดอร์เหล่าทัพและการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) โดยตรง มีกำลังการผลิต 16,000 ลูก/ปี รวมถึงโรงงานอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) มีแผนร่วมทุนกับต่างประเทศ

ส่วนที่เหลือ เช่น ยานยนต์หุ้มเกาะ ยานพาหนะช่วยรบ อากาศยานไร้คนขับเครื่องสนาม เสื้อเกราะ ชิ้นส่วนอาวุธปืนเล็กยาว ปืนพก รวมทั้งการประกอบปืน เครื่องมือสื่อสาร รวมถึงศูนย์ซ่อมบำรุงอาวุธ

ส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่จะเข้าไปอยู่ในนิคม กำลังพิจารณาการแบ่งโซน โดยอาจจัดสรรพื้นที่ส่วนหนึ่งรองรับการผลิตวัตถุระเบิด กระสุน หรือใช้พื้นที่จังหวัดลพบุรีตามเดิมและให้บริษัทเอกชนย้ายมาอยู่ที่เดียวกัน

ขอ BOI ลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบ

สำหรับสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจเอกชนเข้ามาลงทุนในนิคมอุตฯแห่งใหม่ พบว่าบริษัทเอกชนจำนวนมากที่ผลิตสินค้าขายให้กองทัพ มีการนำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบในประเทศ มีปัญหาภาษีนำเข้าวัตถุดิบในอัตราสูง ดังนั้น กระทรวงกลาโหมเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI-Board of Investment) กระทรวงการคลัง พิจารณาลดภาษีนำเข้าวัตถุดิบเพื่อผลิตยุทโธปกรณ์จากอัตราปัจจุบันอยู่ที่ 30%

“ผลตอบแทนที่ได้รับนอกจากองค์ความรู้ต่าง ๆ แล้ว ยังเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจนำเงินตราเข้าประเทศเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานช่างไทย การนำเข้ายุทโธปกรณ์ซึ่งนำเข้าถึง 50%”

และแม้ช่วงแรกยังลดการนำเข้ามูลค่าไม่มากนัก แต่ไทยต้องทยอยปรับตัวเพื่อเป็นผู้ผลิตเองในอนาคต ในขณะที่มีความได้เปรียบด้านความพร้อมของฝีมือแรงงานซึ่งต้องยอมรับว่าคนไทยเก่ง อีกทั้งยังมีเหล่าทหารอีกจำนวนมากในหน่วยงานที่ผลิตให้กองทัพ 37 โรงงาน สามารถเข้าสู่การเป็นแรงงานฝีมือในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้

ดึงจีน-อเมริกา-เช็กร่วมทุน

พล.อ.นภนต์กล่าวต่อว่า การลงทุนครั้งนี้จะใช้รูปแบบรัฐร่วมลงทุนกับเอกชนทั้งในและต่างประเทศ (PPP) โดยใช้โมเดลแบบประเทศจีนที่แปรรูปอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโดยมีรัฐร่วมถือหุ้นอยู่ด้วย ขั้นตอนการลงทุนเมื่อดึงเอกชนจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทุนได้ การเจรจาซื้อขายกับต่างประเทศในรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G to G ก็สามารถทำได้

ล่าสุดอยู่ระหว่างเปิดการเจรจากับ 3 ประเทศเป้าหมายเพื่อร่วมลงทุน ได้แก่ สาธารณรัฐเช็ก จีน อเมริกา ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องวัสดุและการผลิตยุทโธปกรณ์ ส่วนไทยเชี่ยวชาญในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ สินค้าที่ผลิตได้จากนิคมดังกล่าววางแผนเจาะตลาดส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ ซึ่งสนใจรถหุ้มเกราะ และบังกลาเทศที่มีความต้องการซื้อเรือตรวจการณ์

ทั้งนี้ สัดส่วนการถือหุ้นภายใต้โมเดล PPP ทางสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) จะเป็นแกนหลักถือหุ้น 10-15% ที่เหลือเป็นภาคเอกชน เพื่อให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.เทคโนโลยีป้องกันประเทศ พ.ศ. 2562 ที่กำหนดให้ DTI สามารถเป็นผู้ประกอบการได้ และหากมีโครงการร่วมทุนระหว่างไทยและต่างชาติ ภาครัฐจะเข้าไปถือหุ้นบางส่วน

เล็งทำ Market Sounding

การผลักดันโครงการหลังจากนี้ ภายในปลายเดือนมิถุนายน 2563 เตรียมจัดทำ market sounding เชิญผู้ประกอบการในวงการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมาหารือ รับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น และสำรวจความสนใจในการเข้ามาลงทุนตั้งโรงงาน ในโอกาสนี้ตัวแทน DTI จะได้นำเสนอผลศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการลงทุนตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมปกติทั่วไป เพราะสินค้ายุทโธปกรณ์มี พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์กำกับดูแลเพิ่มเติมจากสินค้าปกติ การลงทุนในนิคมอุตฯเฉพาะทางจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่า

“ผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน หรือภายในสิงหาคม 2563 นี้ ถ้าเป็นผลดีและสามารถทำได้ก็จะรายงานตามขั้นตอนให้กับปลัดกระทรวงกลาโหม นำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมพิจารณาต่อไป การคัดเลือกพื้นที่เป็นสัญญาณเริ่มต้นนับ 1 แล้ว จากนั้นทาง กนอ. จะเป็นผู้จัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามแผนคาดว่าใช้เวลาก่อสร้างโครงการ 2-3 ปี”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ