“บิ๊กตู่” สั่งกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานหารือร่วมสหรัฐ หาแนวทางนำเข้าหมู-เครื่องในจากสหรัฐ

“บิ๊กตู่” สั่งกระทรวงเกษตรฯ เป็นเจ้าภาพตั้งคณะทำงานหารือร่วมสหรัฐ หาแนวทางนำเข้าหมู-เครื่องในจากสหรัฐ ยันเยือนสหรัฐไม่มีถกเรื่องนำเข้าหมู

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้กระทรวงเกษตรและสหรณ์เป็นเจ้าภาพในการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหารือร่วมกับตัวแทนฝ่ายสหรัฐ เพื่อหารือถึงแนวทางในการนำเข้าหมูและเครื่องในจากสหรัฐ ซึ่งตัวแทนฝ่ายไทยจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วม ส่วนฝ่ายสหรัฐต้องรอให้กระทรวงเกษตรฯเป็นผู้ประสานงานว่าจะหารือกับหน่วยงานใดของสหรัฐ

“สาเหตุที่ต้องตั้งคณะทำงานขึ้นมาคุยกับสหรัฐ เพราะสหรัฐได้คุยกับไทยในเรื่องความเป็นไปได้ในการนำเข้าหมูและเครื่องในมาแล้ว 5-6 ปี แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหารือกัน โดยกระทรวงเกษตรฯจะรับเป็นเจ้าภาพและเชิญทุกฝ่ายมาประชุมเพื่อประเมินผลกระทบทั้งหมด และแนวทางความเป็นไปได้” นางอภิรดีกล่าว

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าในการเดินทางไปเยือนสหรัฐของนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยและสหรัฐไม่ได้มีการหารือในเรื่องการนำเข้าหมูและเครื่องใน ซึ่งในแถลงการณ์ร่วมก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้ แต่การพบกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ฝ่ายสหรัฐได้ถามถึงเรื่องการเปิดตลาดหมูและเครื่องใน ซึ่งทางอธิบดีกรมปศุสัตว์เป็นผู้ชี้แจง หลังจากนั้นก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้อีก

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ได้ทำหนังสือถึงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยระบุถึงคำสั่งของนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯรับเป็นเจ้าภาพในการตั้งคณะทำงานหารือร่วมกับทางสหรัฐแล้ว เพราะหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ คือ กรมปศุสัตว์ เป็นผู้ดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลหมูภายในประเทศ


รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ แจ้งว่า การตั้งคณะทำงานชึ้นมาหารือกับสหรัฐ เพื่อพิจารณาแนวทางในการนำเข้าหมูและเครื่องในจากสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐเรียกร้องได้ให้เปิดนำเข้ามาตลอด แต่ไทยมีกฎหมาย 2 ฉบับ ที่ห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) เพราะการเลี้ยงหมูของสหรัฐมีการใช้สารดังกล่าวในการเลี้ยง ซึ่งจะผิดกฎหมายได้ คือ พ.ร.บ.ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2558 ที่ห้ามผู้เลี้ยงผสมสารเร่งเนื้อแดงในอาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ รวมถึงหมูด้วย เพราะจะทำให้สารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ และผู้บริโภคได้รับอันตรายจากการบริโภค รวมถึงยังห้ามเนื้อสัตว์และเครื่องในที่นำเข้าจากต่างประเทศ ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง และห้ามมีสารเร่งนื้อแดงตกค้างด้วย และประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ โดยห้ามมีสารเร่งเนื้อแดงตกค้างในเนื้อสัตว์ และหมูในประเทศอย่างเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท