“ทูตสหรัฐ” เสนอพิมพ์เขียว นำไทยสู่ฮับการเงินแข่งฮ่องกง-สิงคโปร์

การเข้ามารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยของ H.E. Mr.Michael George DeSombreได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากเอกอัครราชทูตสหรัฐคนก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็น การจัดแถลงข่าวร่วมกับเอกอัครราชทูตหลายประเทศเพื่อให้ข้อแนะนำกับรัฐบาลไทย ถึงการค้าและการลงทุน ไปจนกระทั่งถึงวิธีการที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยหลัง COVID-19 ด้วยการอ้างอิงถึงระดับความสำเร็จในการแข่งขันกับประเทศสิงคโปร์-ฮ่องกงเป็นคู่เปรียบเทียบ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทูตสหรัฐก็ได้ทำหนังสือเพื่อยื่นข้อเสนอแนะมาตรการเพื่อการพัฒนาภาคบริการทางการเงินและระบบนิเวศของกลุ่ม startup ของประเทศไทย โดยมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้

ดึงกองทุนเข้าประเทศ

เพื่อให้ไทยแข่งขันกับฮ่องกง-สิงคโปร์ ในฐานะการเป็นศูนย์กลางทางการเงินเต็มรูปแบบในระดับภูมิภาคได้ ไทยควรแสวงหามาตรการจูงใจให้ผู้จัดการกองทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนร่วมลงทุน (venture capital) กองทุนหุ้นนอกตลาด (private equity) และกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยง (hedge funds) ให้เข้ามาตั้งกิจการในประเทศไทย แต่การแข่งขันกับศูนย์กลางทางการเงินในระดับภูมิภาคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮ่องกง-สิงคโปร์ ไทยจะต้องมีการกำหนดอัตราภาษีที่แข่งขันได้ เพื่อดึงดูดผู้จัดการกองทุนและผู้ประกอบอาชีพด้านบริการทางการเงิน

ด้วยการลดหรือยกเลิกภาษีที่เก็บจากกำไรจากการขายหลักทรัพย์ที่ถูกหักตามภาษีเงินได้นิติบุคคล/ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, การลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อัตราสูงสุดไทยเก็บที่ 35% ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 17% ฮ่องกง 16.5%), ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (ไทย 20% สิงคโปร์ 17% ฮ่องกง 15%), การยกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 15% ที่คิดจากทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียนในไทย, อนุญาตให้มีการแปลงหนี้เป็นทุนและแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญได้ โดยให้บันทึกธุรกิจดังกล่าวให้เป็นรายการที่ไม่ต้องเสียภาษี

เคลื่อนย้ายเงินเข้า-ออกเสรี

การผ่อนคลายมาตรการควบคุมเงินตราของธนาคารแห่งประเทศไทยลง จากเหตุผลที่ว่ากองทุนต่าง ๆ ที่จะเข้ามาตั้งในประเทศไทยจะต้องสามารถเคลื่อนย้ายเงินเข้า-ออกได้ เมื่อมีการขายหุ้นหรือการลงทุนอื่น ๆ ที่จะต้องมีการ “แปลงค่า” จากเงินบาทได้เต็มตามจำนวนและสามารถเคลื่อนย้ายสกุลเงินต่างประเทศได้อย่างเสรี โดยธนาคารแห่งประเทศไทยอาจจะต้องยอมรับความผันผวนของค่าเงินบาทที่เพิ่มสูงขึ้น เพื่อแลกกับการมีสภาพคล่อง แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงดำเนินมาตรการอื่น ๆ เพื่อป้องกันความผันผวนหรือการบิดเบือนค่าเงิน (manipulation) ได้

ดังนั้น การผ่อนคลายควรเริ่มจากการอนุญาตให้กองทุนที่จะเปิดสำนักงานใหญ่ในไทยสามารถเปิดบัญชีสกุลเงินบาทได้โดยไม่จำกัดวงเงิน และให้มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนได้อย่างเสรี โดยไม่มีขั้นตอนยุ่งยากซับซ้อน อาทิ การยกเลิกเงินสกุลเงินบาทสำหรับผู้มีถิ่นฐานนอกประเทศไทยในการทำธุรกรรมทางธนาคารทั่วไป และการยกเลิกบัญชีสกุลเงินบาทสำหรับผู้มีถิ่นฐานนอกไทยเพื่อการลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารทางการเงิน รวมทั้งการไม่จำกัดวงเงินสำหรับธนาคารไทยในการกู้ยืมเงินบาทเพื่อเสริมสภาพคล่องด้วย

นอกจากนี้ ควรลดขั้นตอนเอกสาร/กระบวนการอนุมัติการซื้อขายเงินตราต่างประเทศและตราสารอนุพันธ์เงินตราต่างประเทศ ณ ธนาคารที่ได้รับอนุญาต และยกเลิกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการนำส่งเงินตราต่างประเทศกลับประเทศ

ให้ Visa นักธุรกิจการเงิน-บัญชี-กม.

รัฐบาลไทยต้องมีการผ่อนคลายเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือในอุตสาหกรรมเป้าหมาย-ธุรกิจต่อเนื่องและที่ปรึกษาทางด้านการเงิน ด้วยการให้ผู้ลงทุนในภาคการเงินได้รับการ “ยกเว้น” ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดเรื่องโควตาในการจ้างแรงงานต่างชาติสำหรับระดับประธาน-ผู้บริหารระดับสูง-ผู้ชำนาญการพิเศษเป็นเวลา 10 ปี, การผ่อนคลาย visa สำหรับธุรกิจที่ให้บริการทางการเงินและที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย-บัญชี-การเงิน ให้บริษัทยื่นเอกสารเป็นรายปีในการรักษา visa

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะสามารถดึงดูดบุคลากรทางด้านการเงินที่มีความสามารถสูง ๆ เข้ามาในประเทศได้ด้วยการผ่อนคลายข้อกำหนดในการได้รับใบอนุญาตและหนังสือรับรองของท้องถิ่น อาทิ ในระยะเปลี่ยนผ่านให้บุคคลต่างชาติที่ถือใบอนุญาตที่ยังไม่หมดอายุและออกโดยผู้กำกับหลักทรัพย์ที่เป็นที่ยอมรับ (ใบอนุญาตในฮ่องกง) ได้รับ “ยกเว้น” ไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการขอใบอนุญาตของไทย และควรจัดให้มีการสอบใบอนุญาตสำหรับภาคบริการทางการเงินทุกประเภทเป็นภาษาอังกฤษ และธุรกิจที่ให้บริการเสริมทางภาคการเงิน อาทิ บริษัทกฎหมาย-นักบัญชีจะต้องไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายและให้สามารถดำเนินกิจการได้เช่นเดียวกับบริษัทไทย

นำการเงินเข้าสู่ระบบดิจิทัล

ไทยควรต้องพัฒนากฎหมายห้างหุ้นส่วนจำกัดเพื่อสนับสนุนการจัดตั้งกองทุนที่มีการระดมเงินทุนจากภายในประเทศเพื่อนำมาลงทุนนอกประเทศ การอนุญาตให้หุ้นส่วนสามัญสามารถจัดตั้งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดได้ ต้องอนุญาตให้เอกสารบางฉบับขององค์กรเป็น “ข้อมูลที่เป็นความลับ” และต้องมีการปรับปรุง กม.อีกหลายฉบับที่ใช้กำกับดูแลให้มีความทันสมัยด้วยการเปรียบเทียบกับ กม.ที่ใช้บังคับในฮ่องกงและสิงคโปร์

แนวทางการปฏิรูปกฎหมายจะต้องครอบคลุมถึงข้อกำหนดเรื่องการนำส่งเงินกลับประเทศ (repatriation requirements), ข้อกำหนดเรื่องเงินกองทุนที่ต้องดำรงไว้มากจนเกินไป, ข้อกำหนดเรื่องวงเงินข้ามวัน (overnight balances), กฎเกณฑ์การจดทะเบียนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่มากเกินไป, ข้อจำกัดเกี่ยวกับประเภทสินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันและขั้นตอนการดำเนินการที่เกี่ยวข้องและข้อจำกัดเกี่ยวกับการตั้งสำนักงานสาขาของธนาคารต่างประเทศ เป็นต้น
ส่วนการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการทางด้านการเงินเข้าสู่ระบบดิจิทัลนั้น นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริโภคและภาคธุรกิจไทยเริ่มคุ้นเคยกับการใช้บริการดิจิทัลในช่วงของการล็อกดาวน์จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ดังนั้น ไทยควรจะต้องปรับปรุงการทำงานของระบบพร้อมเพย์ ด้วยการเพิ่มความปลอดภัย เพิ่มความถี่ในการเคลียริ่ง (clearing frequency) และการเชื่อมต่อกับระบบกลไกการชำระเงินระหว่างประเทศ (อาทิ การเชื่อมโยงไปยังสิงคโปร์) การเพิ่มวงเงินการทำธุรกรรมพร้อมเพย์ จาก 2 ล้านบาทเป็น 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยควรสร้างแรงจูงใจให้เกิดนวัตกรรมและส่งเสริมการเกิดขึ้นของ startup เพื่อให้ไทยเป็น unicorn (startup ที่มีมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ) ด้วยการ “ยกเว้น” ภาษีจาก BOI ในช่วง 10 ปี หลังจากที่ startup รายนั้นมีกำไรจากการประกอบธุรกิจ การพัฒนากองทุนร่วมลงทุนสำหรับ startup (anget fund of fund) การช่วยเหลือจากรัฐสำหรับการระดมเงินทุนสาธารณะ (crowdfunding) และการออกมาตรการจูงใจสำหรับบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยี (Tentpole Tech)

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ