กกร.เผยเศรษฐกิจไทยจากนี้ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ผลจากการท่องเที่ยว การลงทุนรัฐ-เอกชน

กกร.เผยเศรษฐกิจไทยจากนี้ยังขยายตัวดีต่อเนื่อง ผลจากการท่องเที่ยว การลงทุนจากรัฐและเอกชน ขณะที่เศรษฐกิจปี 61 ขยายตัว แต่อาจจะชะลอเมื่อเทียบปี 60 อยู่ที่กรอบ 3.5-4%

นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นร่วมหลังจากนี้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับดีขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2561 ซึ่งเป็นไปในจะทิศทางที่ดี แต่อาจจะชะลอบ้างเมื่อเทียบปี 2560 เนื่องเป็นผลมาจากปัจจัยเศรษฐกิจโลก การส่งออกรวมไปถึงการท่องเที่ยว การลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยจะเกิดภาวะน้ำท่วม แต่ด้วยมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ที่ประชุมก็ยังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าไปได้ด้วยดี

สำหรับการคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2560 มองว่าอยู่ในกรอบ 3.7-4% ขณะที่ภาพการส่งออกทั้งปีอยู่ที่ 6.5-7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 0.5-1% ซึ่งน่าจะอยู่ในกรอบนี้และทางที่ประชุมยังคงเป้าหมายยังไม่มีการปรับเป้าแต่อย่างไร นอกจากนี้ ธนาคารโลก มีเผยแพร่รายงาน Doing Business 2018 หรือ ความยากง่ายในการทำธุรกิจประจำปี 2561 ประเทศไทยถูกปรับอันดับ 26 จาก 190 ประเทศของโลก เพิ่มขึ้น 20 อันดับ และติดที่ 2 ของโลกประเทศที่พัฒนามากสุด ในประเด็นนี้ ภาคเอกชนมองว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อประเทศไทยในภาพของนักลงทุน ผู้ประกอบการจะได้ดำเนินธุรกิจสะดวกมากขึ้น

               

ทั้งการลงทุนในธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ของทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามสถานการณ์ทางการค้า การลงทุนต่อไปจากนี้ คือ เรื่องสถานการณ์ค่าเงินบาท เศรษฐกิจของจีนและยุโรป ที่จะมีผลต่อภาพการขยายตัวเศรษฐกิจและการส่งออก เบื้องต้นภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2561 ที่ประชุม กกร.เห็นว่าขยายตัวอยู่ในกรอบ 3.5-4% ขณะที่ภาพการส่งออกขยายตัวอยู่ที่ 3.5-6%

นายเจนกล่าวอีกว่า สำหรับกระแสการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี จะมีผลอย่างไรหรือไม่นั้น เบื้องต้นที่ประชุม กกร.ยังไม่ได้มีประเด็นหารือในเรื่องดังกล่าว เนื่องจากยังไม่มีผลชัดเจน หากความเห็นส่วนตัว หากมีการปรับคณะรัฐมนตรี ผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี จะต้องเข้าใจบทบาทการทำงานของภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การดำเนินการสามารถสานต่อไปได้ทันที ไม่ก่อให้เกิดการหยุดชะงัก เนื่องจากช่วงเวลาที่เหลือ 1 ปีก่อนการเลือกตั้งเหลือเวลาไม่มาก และเป็นช่วงที่จะต้องเดินหน้านโยบายที่เดินไว้แล้ว ให้เกิดเป็นรูปธรรม ส่วนการผลักดันนโยบาย EEC มองว่าไม่น่าเป็นห่วง เพราะ พ.ร.บ. EEC อยู่ในขั้นตอนของ สนช. แล้ว การปรับ ครม. โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจจึงไม่น่ามีผลอะไร

ส่วนเรื่องการช้อปช่วยชาติ ส่วนตัวมองว่าจากภาวะเศรษฐกิจไม่มีความจำเป็นต้องใช้มาตรการนี้ เนื่องจากส่งผลทำให้ผู้บริโภคชะลอการใช้จ่าย และมาเร่งใช้จ่ายช่วงที่รัฐบาลใช้มาตรการดังกล่าว แต่หากภาครัฐยังคงเดินหน้า ก็เป็นเรื่องที่ดีเนื่องจากเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการใช้จ่ายของภาคประชาชนที่รอมาจับจ่ายช่วงนี้ได้

ส่วนการเลือกประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟดคนใหม่ คาดว่ากลุ่มผู้ที่จะได้รับคัดเลือกจะเป็นกลุ่มที่ใช้นโยบายใกล้เคียงกับกลุ่มเดิม จึงมองว่าไม่มีความน่ากังวลมากนักเหมือนผู้แทนจากอีกกลุ่มหนึ่งที่จะใช้มาตรการรุนแรงกว่า นอกจากนี้จากสถานกาณ์ด้านเศรษฐกิจของสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับตัวเลขการการว่างงานที่ดีขึ้น จะทำให้ดีขึ้นมีผลทำให้ค่าเงินดอลลาร์ค่อยแข็งตัวขึ้น ซึ่งส่งผลดีให้ค่าเงินบาทนั้นอ่อนค่าลง และการส่งออกของไทยดี อย่างไรก็ตาม การผันผวนของค่าเงินยังคงต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่นประกอบ เช่น สถานการณ์ในตลาดเงิน ตลาดทุน และการซื้อขายล่วงหน้าของผู้ส่งออกที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินผันผวนเช่นกัน