ไทยถกเอเปก หนุนเร่งฉีดวัคซีนสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ-ผู้บริโภค

เวทีเอเปก จุรินทร์ ชู ประเทศไทยเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนเต็มที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ-ผู้บริโภค

วันที่ 4 มิถุนายน 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยระหว่างการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการค้าเอเปกกับสภาที่ปรึกษาทาง ธุรกิจของเอเปก (APEC Business Advisory Council: ABAC) ผ่านระบบ Video Conference ว่า จากสถานการณ์ covid-19 ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทั้งเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคทั่วโลก

เพื่อรับมือกับความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไทยได้ริเริ่มการใช้โมเดลการค้ารูปแบบใหม่ โดยส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ ผ่านความร่วมมือระดับจังหวัดและระดับประเทศ ซึ่งสร้างโอกาสใหม่สำหรับธุรกิจ โดยใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกระจายสินค้าไปยังผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศในช่วงโควิด-19

การกลับมาเชื่อมโยงในภูมิภาคเอเปกอีกครั้งหลังวิกฤตโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญลำดับแรกสำหรับไทย และพร้อมสนับสนุนให้เขตเศรษฐกิจเอเปกกำหนดมาตรฐานระหว่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับการเดินทางในภูมิภาคเอเปก

สำหรับประเทศไทย มีแผนที่จะเปิดพรมแดนอีกครั้งสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว โดยเริ่มภายใต้แผนงาน ภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ 1 กรกฎาคมปีนี้ พร้อมให้ความมั่นใจว่า ประชาชนสามารถเข้าถึงวัคซีนโควิด-19 และสินค้าจำเป็นอื่นๆ การขจัดข้อจำกัดในการส่งออกและสนับสนุนภาคการขนส่งและภาคโลจิสติกส์จะช่วยให้สามารถขนส่งวัคซีน เวชภัณฑ์ได้อย่างราบรื่นและรวดเร็วในช่วงวิกฤต

นอกจากนี้ ไทยได้ยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับการนำเข้ารายการยา และเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อใช้ในการรักษาโรคโควิด-19 และสนับสนุน การวิจัย และการพัฒนา และการผลิตวัคซีนเพื่อให้มีคุณภาพสูงสุด และมีการกระจายที่เพียงพอทั่วประเทศ ไทยอยู่ระหว่างเร่งรัดการฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและผู้บริโภค รวมทั้งเพื่อกลับมาเชื่อมโยงในภูมิภาคอีกครั้ง

สำหรับการฟื้นฟูความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหลังโควิด-19 ไทยส่งเสริมการค้าและความยั่งยืน ไทยสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย ให้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ในบริบทของเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19

จุรินทร์ ชู 6 ประเด็น แก้เศรฐกิจช่วงโควิด “ในเวทีเอเปก”

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า การประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปกร่วมกับสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจของเอเปกรวมทั้งสิ้น 21 เขตเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเป็นการประชุมระหว่างรัฐมนตรีการค้ากับภาคเอกชนของแต่ละประเทศ ครั้งนี้ มีการแบ่งกลุ่มเพื่อหาข้อสรุปทั้งหมด 3 กลุ่ม

กลุ่มแรกแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องเศรษฐกิจระดับภูมิภาค การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค กลุ่มที่สองการรับมือทางเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดและกลุ่มที่สามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด และสำหรับประเทศไทยอยู่ในกลุ่มที่สองเรื่องการรับมือทางเศรษฐกิจต่อสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค

เบื้องต้นได้ให้ความเห็นไปทั้งสิ้น 6 ประเด็น ประเด็นที่ 1 สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคธุรกิจและการเติบโตของเศรษฐกิจในภูมิภาค ประเด็นที่ 2 ประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาได้รับมือกับวิกฤตโควิดโดยใช้โมเดลการค้ายุคใหม่ เช่นการค้าออนไลน์ การจับคู่เจรจาธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ SME และ Micro SME มีส่วนส่งออกสินค้าได้ต่อไป ประเด็นที่ 3 ให้เห็นว่าประเทศไทยสนับสนุนการเชื่อมโยงในกลุ่มประเทศเอเปก หลังจากเกิดโควิดในช่วงปีที่ผ่านมาโดยสนับสนุนให้มีการผ่อนคลายการห้ามเดินทางระหว่างประเทศ


โดยแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าประเทศไทยจะเริ่มเปิดโมเดลการท่องเที่ยวที่จังหวัดภูเก็ต ที่เรียกว่า ภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ โดยเริ่มเปิดเกาะในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ประเด็นที่ 4 ประเทศไทยจัดสรรให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนและสินค้าจำเป็นโดยสนับสนุนให้มีการขจัดข้อจำกัดในการส่งสินค้าข้ามแดน และประเทศไทยได้ยกเว้นภาษีศุลกากรสำหรับยาและเครื่องมือแพทย์จากประเทศต่างๆ

ประเด็นที่ 5 ประเทศไทยจะเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนให้ทั่วถึงโดยเร็วเพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นในความร่วมมือในระดับภูมิภาค และประเด็นที่ 6 ประเทศไทยสนับสนุนและส่งเสริมการค้าที่นำไปสู่ความยั่งยืน เช่น กำหนดให้ BCG โมเดลเป็นโมเดลทางเศรษฐกิจสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศไทยเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังการหารือมีข้อสรุปหลายประเด็น เช่น ประเด็นที่หนึ่ง มีความเห็นว่าโควิดหรือวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความไม่แน่นอนทั้งในเรื่องวัคซีนและการเดินทางข้ามแดนระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดอุปสรรคทางการค้าและนำไปสู่ผลกระทบทั้งภาครัฐและเอกชน ทางออกที่ควรจะเป็นคือการภาครัฐต้องไม่ออกมาตรการที่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนย้ายวัคซีนและสินค้าจำเป็นเพื่อให้ทุกประเทศหรือทุกฝ่ายรวมทั้งผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงวัคซีนและสินค้าจำเป็นได้

ประเด็นที่สองภาคธุรกิจในภูมิภาคยังมีความเข้มแข็งและสามารถปรับตัวได้เร็ว ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และประเด็นที่สามเอเปกจะร่วมกันผลักดันให้การเจรจาภายใต้ WTO บรรลุผลโดยเร็วรวมทั้งสนับสนุนให้พัฒนาเอเปกซึ่งในรูปแบบความร่วมมือเศรษฐกิจพัฒนาไปเป็นเขตการค้าเสรีหรือ FTA ต่อไปในอนาคต

 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ