กรมชลประทาน เตือนเขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี ปริมาณน้ำล้นสปิลเวย์

กรมชลประทาน เตือนประชาชน ท้าย “เขื่อนทับเสลา” ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี รับมือเหตุจำเป็นต้องเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 3 บานของเขื่อน หลังปริมาณน้ำกักเก็บในเขื่อนมาก จนน้ำล้นสปิลเวย์ ขณะที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยาปริมาณน้ำไหลรวมทั้งสิ้นประมาณ 3,200-3,300 ลบ.ม./วินาที กำชับบริหารจัดการรัดกุม

วันที่ 18 ตุลาคม 2564 นายสงกรานต์ ชลอศรีทอง ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา ออก ประกาศโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา สถานการณ์น้ำในฤดูฝนปี 2564 เรื่อง สถานการณ์น้ำในเขื่อนทับเสลา เนื่องจากอิทธิพลของพายุไลออนร็อค และพายุคมปาซุ ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค.64 ถึงปัจจุบัน มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนทับเสลาไม่ต่ำกว่าวันละ 10 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยามีประกาศแจ้งเตือนจังหวัดอุทัยธานีว่า เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงภัยฝนตกหนักถึงหนักมากตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.64 เวลา 18.00 น. ถึงวันที่ 17 ต.ค. 64 เวลา 18.00 น.

โดยวานนี้ 17 ต.ค.64 เวลา 12.00 น. ‘เขื่อนทับเสลา’ มีปริมาณน้ำ 173.82 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 108.64% ของความจุอ่าง มีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนฯ อัตราวันละ 13.30 ล้าน ลบ.ม. โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา จึงมีความจำเป็นต้องทำการระบายน้ำผ่านอาคารระบายน้ำลงลำน้ำเดิม (River Outlet) จากเดิมวันละ 3.72 ล้าน ลบ.ม. ระบายน้ำเพิ่มขึ้นวันละ 7.08 ล้านลบ.ม. และมีปริมาณน้ำไหลล้นอาคารระบายน้ำฉุกเฉิน (Emergency Spillway) วันละ 9.44 ล้าน ลบ.ม.

กรมชลประทาน ขอแจ้งเตือนพี่น้องประชาชนที่อยู่ริมคลองทับเสลา (เขื่อนระบำ) ทั้ง 2 ฝั่ง บางส่วนอาจจะมีน้ำท่วมหลากฉับพลัน ตั้งแต่ อำเภอลานสัก อำเภอหนองฉาง อำเภอเมืองอุทัยธานี

โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาทับเสลา จึงขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนด้านท้ายเขื่อนทับเสลาที่อยู่อาศัยหรือมีพื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ริมฝั่งลำคลองทับเสลาและลำห้วยสาขา ให้เตรียมขนย้ายข้าวของขึ้นที่สูง และเฝ้าระวังพร้อมติดตามข่าวสารของทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง โดยวัดปริมาณฝนสะสม 3 วัน ที่อ.เมือง จ.ตาก ได้ 169.4 มิลลิเมตร และที่ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 70.8 มิลลิเมตร ซึ่งปริมาณน้ำนี้จะไหลลงมาที่แม่น้ำปิงและรวมกับแม่น้ำน่าน ที่ จ.นครสวรรค์ คาดการณ์ว่าที่ สถานี C.2 อ.เมือง จ.นครสวรรค์ จะมีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตราประมาณ 2,700 -2,800 ลบ.ม./วินาที ในช่วงเวลาประมาณ 13.00 น. ของวันที่ 19 ต.ค. 64 เมื่อรวมปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรัง และจาก Side flow รวมกันประมาณ 500 ลบ.ม./วิ จะส่งผลให้มีปริมาณน้ำที่หน้าเขื่อนเจ้าพระยา ทั้งสิ้นประมาณ 3,200-3,300 ลบ.ม./วินาที เพื่อเป็นการควบคุมการระบายน้ำด้านท้ายเขื่อนเจ้าพระยา ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด

กรมชลประทาน จึงได้ปรับแผนการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้ง 2 ฝั่ง โดยจะปรับเพิ่มการรับน้ำเข้าฝั่งตะวันตกลงแม่น้ำน้อยผ่าน ประตูระบายน้ำบรมธาตุ และฝั่งตะวันออก จะปรับเพิ่มการรับน้ำเข้าคลองชัยนาท- ป่าสัก ผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ โดยจะพิจารณาถึงผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ พร้อมหน่วงน้ำไว้เหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยควบคุมระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาให้อยู่ในระดับไม่เกิน +17.50 ม. และควบคุมการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาไว้ไม่เกิน 2,700 ลบ.ม./วิ

ด้านสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำป่าสัก เนื่องจากมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนป่าสักฯ อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องปรับเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักฯ ในอัตรา 600 ลบ.ม./วิ โดยจะทยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำแบบขั้นบันไดเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ และรักษาเสถียรภาพของตลิ่ง พร้อมบริหารจัดการน้ำด้านท้ายเขื่อน ด้วยการควบคุมปริมาณน้ำไหลผ่านเขื่อนพระรามหก ไม่ให้เกิน 700 ลบ.ม./วิ รวมทั้งผันน้ำเข้าสู่ คลองระพีพัฒน์ ผ่านประตูระบายน้ำพระนารายณ์ ในอัตรา 100-150 ลบ.ม./วิ และจะพิจารณาปรับการระบายน้ำตามสถานการณ์ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน และความมั่นคงของอาคารชลประทาน เป็นหลัก

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ