ราคาน้ำมัน-ผักสดแพง ดันเงินเฟ้อ ต.ค. 64 ขยับ 2.38% เพิ่มต่อเนื่องเดือนที่ 2

ราคาน้ำมัน-ผักสดสูงขึ้นดันเงินเฟ้อ ต.ค. 2564 เพิ่มขึ้น 2.38% เพิ่มต่อเนื่องเดือนที่สอง ส่วนยอดรวม 10 เดือน เพิ่ม 0.99% หวังรัฐบาลเข้ามาดูแลราคาน้ำมัน ผักสด ทั้งปีคงกรอบเงินเฟ้อปีนี้ 0.8-1.2%

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 นายรณรงค์ พูนพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (เงินเฟ้อทั่วไป) เดือน ต.ค. 2564 เท่ากับ 101.96 เทียบกับเดือน ก.ย. 2564 เพิ่มขึ้น 0.74% เทียบกับ ต.ค. 2563 เพิ่มขึ้น 2.38% เป็นการกลับมาขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

สำหรับเงินเฟ้อเฉลี่ย 10 เดือนของปี 2564 (ม.ค.-ต.ค.) เพิ่มขึ้น 0.99% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ที่หักอาหารสดและพลังงานที่มีความผันผวนด้านราคาออก อยู่ที่ 100.59 ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. 2564 และเพิ่มขึ้น 0.21% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค. 2563 และเฉลี่ย 10 เดือน เพิ่มขึ้น 0.23%

รณรงค์ พูนพิพัฒน์
รณรงค์ พูนพิพัฒน์

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือน ต.ค. 2564 ขยายตัวเพิ่มขึ้น มีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มสูงขึ้นราคาราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับเพิ่มขึ้น 37.09% ตามราคาตลาดโลก และสินค้ากลุ่มอาหารสดบางชนิดปรับตัวสูงขึ้น เช่น ผักสด ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เพิ่ม 7.08% และราคาไข่ไก่ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง รวมทั้งกลุ่มอาหารบริโภคในบ้าน นอกบ้าน และเครื่องประกอบอาหาร ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุน และค่าบริการแต่งผมชาย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การลดลงของสินค้ากลุ่มอาหารสดอื่น ๆ เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร ไก่สด ผลไม้สด และค่าลงทะเบียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ที่ลดลงจากมาตรการภาครัฐ ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ยังเคลื่อนไหวในทิศทางที่ปกติ สอดคล้องกับความต้องการและปริมาณผลผลิต

ทั้งนี้หากพิจารณาจำนวนรายการสินค้าในเดือน ต.ค. 2564 พบว่ามีสินค้าที่ปรับขึ้นราคา 226 รายการ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันพืช ผักกาดขาว ผักคะน้า แตงกวา ผักบุ้ง ไข่ไก่ ไก่ย่าง อาหารกลางวัน เป็นต้น สินค้าลดลง 133 รายการ เช่น ข้าวสารเจ้า ข้าวสารเหนียว เนื้อสุกร เงาะ มะม่วง หัวหอมแดง มะนาว ค่ากระแสไฟฟ้า ค่าลงทะเบียน ค่าธรรมเนียมอุดมศึกษาภาครัฐบาล เป็นต้น และสินค้าไม่เปลี่ยนแปลงราคา 71 รายการ


นายรณรงค์กล่าวว่า สนค.ประเมินว่า เงินเฟ้อทั้งปี 2564 จะอยู่ในกรอบที่ประเมินไว้ที่เฉลี่ยระหว่าง 0.8–1.2% ค่ากลางอยู่ที่ 1.0% ซึ่งเป็นอัตราที่น่าจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้อย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง

โดยปัจจัยจากราคาน้ำมัน ที่แม้จะมีทิศทางเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ รวมถึงการขนส่ง จะมีผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อ 2 เดือนสุดท้ายคงเป็นขาขึ้น แต่ไม่ไม่มากนัก หากรัฐบาลได้เข้ามาดูแล ทำให้ราคาไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้

ส่วนปัจจัยกระตุ้นการบริโภคจากการเปิดประเทศ การผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่งผลให้ภาคธุรกิจดำเนินการได้ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น แต่ผักสด ที่ราคาเคยสูง แนวโน้มราคาน่าจะปรับตัวลดลง เพราะผลผลิตจะเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และสินค้าอาหารสดอื่น ๆ เช่น ข้าว เนื้อสุกร ไก่สด และผลไม้สด ยังมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ