หอการค้าไทย-จีน หนุนเปิดประเทศหลังโอไมครอน มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นครึ่งหลังปี ’65

ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น หอการค้าไทยจีน ล่าสุด ไตรมาส 1/2565 เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญานฟื้นตัว แต่จะดีขึ้นอย่างชัดเจน ช่วงกลางปี 2565 แนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น สร้างความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อ และการขึ้นราคาสินค้า ต้องจับตาจุดเปลี่ยนจากการกลายพันธ์ COVID-19 สายพันธุ์โอไมครอน

วันที่ 4 ธันวาคม 2564 นายณรงค์ศักดิ์ พุทธพรมงคล ประธานกรรมการ หอการค้าไทย-จีน เปิดเผยว่า หอการค้าไทย-จีน และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น จาก คณะกรรมการกิตติมศักดิ์ คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกหอการค้าไทยจีน และประธาน ผู้บริหาร กรรมการสมาพันธ์หอการค้าไทยจีน และกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่หอการค้าไทยจีน จำนวน 370 คน ระหว่างวันที่ 16 – 26 พฤศจิกายน2564 หรือช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2564 เพื่อคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 1 ปี 2565

สำหรับประเด็นพิเศษได้ให้ความสำคัญกับ สอง เรื่องด้วยกัน กล่าวคือ (1) การติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจากของโรคระบาด COVID-19 และการจัดการทางธุรกิจ และ (2) ความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจหลังมีสัญญาณเงินเฟ้อ อนึ่งการสำรวจครั้งนี้เริ่มมีข่าวการกลายพันธุ์ COVID-19 โอไมครอน ในช่วงวันสุดท้ายของระยะเวลาการสำรวจ การตีความการสำรวจต้องมีความระมัดระวังและคำนึงถึงเงื่อนไขดังกล่าว

​ในส่วนแรกได้มีการสอบถามยอดขายหรือรายได้ของธุรกิจในช่วงปลายปี 2564 ว่าได้ส่งสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหรือยัง ผลการสำรวจสรุปได้ว่า กว่าร้อยละ 60 ของผู้ตอบแบบสอบถาม มีความเห็นว่า การเปิดประเทศส่งผลดีต่อเศรษฐกิจ แต่การที่นักท่องเที่ยวจะกลับมาเข้าไทยนั้น ยังห่างไกล อย่างน้อยต้องเลยกลางปีหน้าไปแล้ว ในไตรมาส 3 (ร้อยละ 42.17) ไตรมาส 4 (ร้อยละ 22.22) หรือนานกว่านั้น ร้อยละ 17.95 (รวมแล้วกว่าร้อยละ 80)

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่าผลสำรวจที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ จากสถานะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเมื่อมองไปในอนาคตอันใกล้ คือ 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการได้วางแผนการจ้างงาน เมื่อเทียบกับตอนก่อนเกิดวิกฤโควิดเอาไว้อย่างไร โดยเกือบครึ่งหนึ่ง หรือ ร้อยละ 46.44 ตอบว่ายังคงวางแผนการจ้างงานเพียง 1 ใน 3 ของอัตราการจ้างงานเมื่อเทียบกับก่อนเกิดโควิด

ส่วนร้อยละ 15.95 ของผู้ตอบ ยังมีแผนการจ้างงานในระดับ 30%-60% และที่อัตราการจ้างงานใกล้เคียงกับก่อนวิกฤตโควิด คือ 60%-100% มีเพียงร้อยละ 15.95 สามารถสรุปได้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มที่จะดีขึ้นการจ้างงานเริ่มทยอยกลับมาอีกครั้ง และแรงงานต่างชาติที่ปลอดโควิดมีความสำคัญเป็นอย่างมากแต่ต้องรอไปอีกระยะหนึ่งอย่างน้อยผ่านกลางปี 2565 ไปถึงดีขึ้นตาม “ความคาดหวัง” ของผู้ถูกสำรวจ

ด้านนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากจีนจะมีความมั่นใจและเดินทางมาประเทศไทยเมื่อไหร่ นักธุรกิจของหอการค้าไทยจีน ร้อยละ 42 อยู่ที่ 22.2 และ 17.9 ของผู้ถูกสำรวจ คาดว่าจะเริ่มมีการเดินทางในไตรมาสที่3-4 ปี 2565 และต้นปี 2566 ตามลำดับ

“ทั้งนี้หากมีการเปิดประเทศแล้วมีการระบาดของโรค COVID-19 เพิ่มมากขึ้นอย่าง”มีนัยยะสำคัญ” ร้อยละ 73.5 นักธุรกิจหอการค้าไทยจีนมีข้อเสนอแนะว่าอย่างไรคงต้องเปิดประเทศต่อไป แต่จะให้มีการใช้มาตรการเช่นในปัจจุบัน หรือเข้มข้นขึ้น เช่น การปิดบางกิจการ อนึ่งการสำรวจเป็นการคาดการณ์ก่อนที่จะทราบรายละเอียดของการกลายพันธุ์เป็น โควิด สายพันธุ์ โอไมครอน ที่เป็นกระแสความไม่แน่นอนในทั่วโลก”

​ ในส่วนที่สอง ปัญหาเรื่องต้นทุนวัตถุดิบและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น จะเป็นปัจจัยทำให้เกิดเงินเฟ้อที่ผลักดันต่อต้นทุนหรือ cost-push inflationในระยะยาวยังเป็นความกังวลสูง (ร้อยละ 54.7) ถึงสูงมาก (ร้อยละ 9.69) จะเป็นสาเหตุให้ผู้ประกอบการ ร้อยละ 80 โดยจะปรับราคาสินค้า ภายใน 3 เดือนข้างหน้า (ร้อยละ 56.13) โดยอีกประมาณ ร้อยละ 25 คิดว่าจะรอไปปรับราคาหลังจาก 3 เดือนไปแล้ว

เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างจีนและไทย จากการสำรวจพบว่าร้อยละ 51คาดว่าเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนโดยรวมของจีนในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 จะดีขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน ในขณะที่ร้อยละ 27.9 (ของผู้ถูกสำรวจ) คาดว่าเศรษฐกิจจีนจะทรงๆ ส่วนร้อยละ 12.8 มีความเห็นว่าเศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตช้าลง ซึ่งผลการประเมินดังกล่าวได้สะท้อนถึงการคาดคะเนการส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนในไตรมาสหน้า ร้อยละ 55.6 คาดว่าการส่งออกของไทยไปยังจีนจะเพิ่มขึ้น และ ร้อยละ 24.5 ยังไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน

ส่วนการคาดคะเนการนำเข้านั้น ร้อยละ 57.8 คาดว่าการนำเข้าจากจีนจะเพิ่มสูงขึ้น และร้อยละ 19.9 การนำเข้าจะทรงตัว การสอบถามความคิดเห็น ด้านการลงทุนของจีนในไทย พบว่า ร้อยละ 47.9 การคาดคะเนระหว่างการลงทุนจากจีนจะเพิ่มขึ้น ในภาพรวมแล้วความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทยจีนยังดีอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้ จีน เป็นประเทศคู่ค้าอันหนึ่งของไทย เป็นเวลา 9 ปี ติดต่อกัน ส่วนการส่งออกของไทยไปจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยรอบสิบเดือนแรกของปีนี้ (มกราคม-ตุลาคม 2564) การส่งออกขยายตัว 26% การเปิดบริการเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ลาว-จีน ต้นเดือนธันวาคม นี้ และ การที่ความตกลงอาร์เซป (RCEP) จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2565 คาดว่าจะขยายโอกาสการค้าการลงทุนในอนาคตระหว่างไทยและจีน

แต่สัญญานบวกที่ดี คือ การสำรวจการคาดการณ์สถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ของไทยโดยรวม ในไตรมาสที่ 1 ปี 2565 เมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน มากกว่าร้อยละ 60 เห็นว่าจะเพิ่มขึ้น ดีขึ้น และนั่นน่าจะหมายถึงว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

โดยภาคธุรกิจที่ยังสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีหน้า คือธุรกิจออนไลน์ พืชผลการเกษตร ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโลจิสติกส์ ธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และการบริการสุขภาพ ส่วนธุรกิจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน คือ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พืชผลการเกษตร และอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ จากผลการสำรวจขยายความได้ว่ารากฐานทางด้านการท่องเที่ยว และพืชผลการเกษตรมีความเข้มแข็ง และมีราคาดีในปัจจุบัน

อาทิ ยาง มันสำปะหลัง และน้ำมันปาล์ม หากสถานการณ์โควิดคลี่คลาย และปัญหาการประกอบธุรกิจได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ทั้งสองธุรกิจจะเป็นที่พึ่งทางด้านรายได้ของไทยในไตรมาสหน้า การคาดการณ์ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในไตรมาสแรกปีหน้าเมื่อเทียบกับไตรมาสปัจจุบัน ร้อยละ 59.5คาดว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะปรับตัวดีขึ้น ส่วนแนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เสียงส่วนใหญ่คาดว่าเงินบาทจะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐอเมริกาในไตรมาสหน้า

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ