ศธ.ประสานกฤษฎีกาตัด3มาตราสกัดสภาวิชาชีพแล้ว “สมคิด” ไม่การันตีไม่เอากลับในขั้นตอน สนช.

แฟ้มภาพ - นพ.อุดม-คชินทร

‘หมออุดม’ ประสานกฤษฎีกาถอดมาตราสกัดสภาวิชาชีพออกแล้ว ชี้ยอมถอยเพื่อให้งานเดินหน้าต่อ สมาชิกสนช. ไม่การันตีไม่เอา 3 มาตรา กลับเข้ามาในร่างกม.อุดมศึกษา ชี้ รธน.ใหญ่กว่า กำหนดชัดห้ามสภาวิชาชีพยุ่ง มหา’ลัยมีสิทธิฟ้องศาลปกครอง ขณะที่สภาวิชาชีพยันเดินหน้าพบ ‘วิษณุ’ ขอแก้ไขมาตรา 48

จากกรณีความขัดแย้งระหว่างมหาวิทยาลัยกับกลุ่ม 11 สภาวิชาชีพ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ… ซึ่งกำหนดไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปรับรองหลักสูตร แต่ให้ทำหน้าที่ในการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเท่านั้น ทำให้กลุ่มสภาวิชาชีพออกมาคัดค้าน โดยเตรียมขอเข้าพบ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตัดมาตรา 64, 65 และ 66 ออกจากร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว ขณะที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. เสนอไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อตัดมาตราที่เป็นปัญหาออกแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 3 กันยายน นพ.อุดม กล่าวว่า ตนได้ประสานไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อขอให้ตัดมาตราที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพ ออกจากร่างพ.ร.บ.การอุดมฯ แล้ว ซึ่งคิดว่าคงไม่มีปัญหาเพราะกฎหมายเสนอโดยศธ. อะไรที่ยอมได้ ก็ยอม เพื่อให้การทำงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ส่วนที่ถามว่าถ้าเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สามารถนำมาตราที่ตัดออก ใส่กลับเข้าไปในกฎหมายได้หรือไม่นั้น ตรงนั้นเป็นอำนาจของ สนช. ซึ่งเขามีอำนาจจะตัด หรือจะใส่เพิ่มมาตราใดเข้าไปได้ และถือว่าเกินกว่าอำนาจของศธ.ที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ส่วนสนช.จะใส่กลับเข้าไปหรือไม่นั้น ตนคงบอกไม่ได้ อย่างไรก็ตามกรณีที่กลุ่มสภาวิชาชีพ ระบุว่า หากไม่ให้สภาวิชาชีพเข้าไปดูแลหลักสูตร มหาวิทยาลัยเปิดสอนได้อย่างเสรีจะทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ และกระทบถึงผู้เรียนนั้น ยอมรับว่า อาจมีบ้าง แต่เป็นส่วนน้อย ซึ่งต่อไปมหาวิทยาลัยเองจะต้องควบคุมคุณภาพ หากจัดการเรียนการสอนขาดคุณภาพมาตรฐาน สังคมก็จะฟ้องและไม่มีใครเข้าไปเรียน โดยเฉพาะขณะนี้จำนวนเด็กลดลง มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันที่คุณภาพ มิฉะนั้นจะไม่มีใครเข้าไปเรียน และต้องปิดตัวลงในที่สุด


ด้านนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า เรื่องสภาวิชาชีพถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 40 อยู่แล้ว มาตรา 64 ,65 และ 66 ในร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เป็นการขยายความจากรัฐธรรมนูญ ดังนั้นแม้ไม่เขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา สภาวิชาชีพก็ไม่สามารถเข้ามาก้าวก่ายการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยได้ เพราะมีรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายใหญ่กว่าคลุมไว้อยู่แล้ว หากสภาวิชาชีพเข้ามาก้าวก่าย มหาวิทยาลัยเองก็คงไม่ยอม และสามารถฟ้องศาลปกครองได้ การตัดมาตราที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษาในชั้นของคณะกรรมการกฤษฎีกา จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหา เพราะรัฐบาลอยากให้กฎหมายคลอดออกมาได้ก่อน แต่ถ้าเข้าสู่การพิจารณาของสนช.แล้วเห็นว่าจำเป็น ก็สามารถใส่กลับเข้าไปได้

นายสมคิดกล่าวต่อว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าทุกคนคิดถึงแต่ประโยชน์ของตนเอง ปัญหาก็ไม่จบ ถามว่าทำแบบนี้ มหาวิทยาลัยคิดถึงแต่ตัวเองหรือไม่ ขอบอกเลยว่ามหาวิทยาลัยไม่ได้คิดถึงแต่ตัวเอง แต่คิดถึงการพัฒนาการจัดการศึกษาและการพัฒนาประเทศ ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยไม่เคยไปก้าวก่ายงานของสภาวิชาชีพ แต่สภาวิชาชีพเข้ามาก้าวก่ายการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยทุกอย่าง ไล่ตั้งแต่หลักสูตรที่ต้องเรียนตามที่สภาวิชาชีพกำหนด มาจนถึงการออกปริญญาบัตร ซึ่งเป็นเรื่องของมหาวิทยาลัย ทั้งที่สภาวิชาชีพมีหน้าที่ดูคุณภาพบัณฑิตเมื่อเด็กเรียนจบแล้ว เพราะถ้าเด็กจบแล้วไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ก็ทำงานไม่ได้ ตรงนี้สภาวิชาชีพมีสิทธิเต็มที่ที่จะออกข้อสอบหรือเกณฑ์เพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตฯ ให้ยากแค่ไหนก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมกังวลว่า มหาวิทยาลัยจะเปิดสอนหลักสูตรต่างๆ ได้อย่างเสรี ทำให้การจัดการศึกษาขาดคุณภาพ นายสมคิดกล่าวว่า ต้องเข้าใจก่อนว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเปิดสอนมากกว่า 200 หลักสูตร มีหลักสูตรที่ต้องได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพเพียง 10 กว่าหลักสูตร อีกประมาณ 190 กว่าหลักสูตร คณะ สภามหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เป็นผู้กำกับดูแล ส่วนนโยบายที่นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ส่งหลักสูตรให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเองนั้น ก็ไม่ใช่ว่า สกอ.ไม่ดูคุณภาพ เพียงแต่สกอ.จะเข้าไปดูเฉพาะหลักสูตรที่มีปัญหาจริง ๆ เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างคล่องตัวมากขึ้น สกอ.เองมีข้อมูลทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะมหาวิทยาลัยต้องรายงานข้อมูลเข้าไป หากมีปัญหาก็สามารถที่จะเข้าไปตรวจสอบได้

“มหาวิทยาลัยมั่นใจว่า หากดำเนินการเช่นนี้คุณภาพการศึกษาจะไม่ต่ำลงแน่นอน การที่สภาวิชาชีพเข้ามาครอบทุกอย่างจนทำให้มหาวิทยาลัยทำอะไรไม่ได้ การพัฒนาเกิดได้ลำบาก อย่างเช่น มธ.จะปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน สภาวิชาชีพ บอกว่าไม่ได้ หรือกระทั่งนโยบายลดเวลาเรียน ในระดับปริญญาตรีลงของรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะสภาวิชาชีพบอกว่า ต้องเรียนตามที่สภาวิชาชีพกำหนด” นายสมคิดกล่าว

ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า วันที่ 6 กันยายนนี้กลุ่ม 11 สภาวิชาชีพจะเข้าพบนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ตัดมาตรา 64 ,65 และ 66 ออกจากร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา และขอให้แก้ไขมาตรา 48 ซึ่งกำหนดว่า สถาบันอุดมศึกษามีหน้าที่ในการให้บริการทางวิชาการและวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาการและวิชาชีพแก่สังคมภายนอกสถาบันอุดมศึกษา โดยให้ตัดคำว่า “วิชาชีพ” ที่ระบุไว้ในมาตรา 48 ออกทั้งหมด เพราะการให้บริการทางวิชาชีพ และให้คำปรึกษาทางวิชาชีพไม่ใช่หน้าที่และอำนาจของสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้หากในชั้นของ สนช. จะนำทั้ง 3 มาตรา กลับเข้าไปไว้ในกฎหมายเช่นเดิม ทางกลุ่มสภาวิชาชีพจะเดินหน้าชี้แจงให้เข้าใจ โดยเฉพาะการทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้ได้รับรู้ถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้น ว่าหากไม่มีสภาวิชาชีพเข้ามาดูแลการจัดการศึกษาจะเกิดผลกระทบอะไรขึ้นบ้าง

“เรื่องนี้คงไม่มีตรงกลาง ที่จะมาพูดคุยกัน เพราะคุยกันมาหลายรอบ แต่มหาวิทยาลัยก็ไม่รับฟัง อีกทั้งตอนนี้สกอ. เองก็ไม่เข้ามาดูหลักสูตรแล้ว แต่กลับโยนให้ทางมหาวิทยาลัยเป็นคนดูแลเอง ทั้งนี้ควรให้สภาวิชาชีพเข้าไปช่วยดูแล ทำหน้าที่แทนสกอ. ก็สามารถทำได้ แต่วันนี้แม้แต่สกอ.เองก็ไม่ทำเรื่องนี้ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบหนีไม่พ้นนักศึกษา และผู้ปกครอง ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเรียน แต่จบแล้วอาจไม่มีคุณภาพ ทำงานไม่ได้” นพ.ไพศาล กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ถึงตัดมาตราดังกล่าวออกจากร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา แต่ก็ยังมีกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ทพ.ไพศาล กล่าวว่า ข้อความในรัฐธรรมนูญมาตรา 40 ต้องตีความให้ดี โดยภาพรวมของมาตรานี้ บัญญัติเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพซึ่งไม่มีปัญหา แต่การรับรองหลักสูตรยังหมายรวมถึงการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย อีกทั้งยังต้องพิจารณามาตราอื่นๆ ประกอบด้วย

 

ที่มา : มติชนออนไลน์