“มหิดล” ฝ่าคลื่นดิสรัปชั่น ชูจุดแข็งวิทย์สุขภาพเหนือคู่แข่ง

ต้องยอมรับ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ “ดิสรัปชั่น” ที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร ทำให้การเข้าถึง “องค์ความรู้” และ “การเรียนรู้ต่าง ๆ” ไม่ได้มีเพียงหน้าต่างบานเดียวให้เลือก แต่กลับมีหน้าต่างมากมายและง่ายเพียงแค่นิ้วคลิกเท่านั้น ฉะนั้นการเรียนแบบเดิมในชั้นเรียนไม่ตอบสนองต่อโลกยุคปัจจุบันได้อีกต่อไป สถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ โดยเฉพาะการศึกษาในระดับ “มหาวิทยาลัย” ต่างตั้งรับปรับตัว เพื่อให้ตอบโจทย์กับการเรียน การสอน และไลฟ์สไตล์ผู้เรียนที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบคือ อัตราการเกิดน้อยลง สังคมผู้สูงอายุเข้ามาทดแทน และจำนวนผู้สูงอายุยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก

ผลกระทบจากดิสรัปชั่นมีระดับที่แตกต่างกันออกไป แต่หากมี “จุดแข็ง” อย่าง “มหาวิทยาลัยมหิดล” ที่โดดเด่นและเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ กลับทำให้ได้รับผลกระทบจากพลวัตดังกล่าวน้อยมาก

โดยในเรื่องนี้ “ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ” รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ให้เหตุผลว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีหลักสูตรการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ อยู่ถึง 3 ส่วน 4 ของหลักสูตรทั้งหมด โดยศาสตร์ดังกล่าวจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และวิธีการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น ความก้าวหน้าทางด้านการแพทย์ได้ก้าวล้ำไปพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ฉะนั้นในสาขาเหล่านี้จึงได้รับผลกระทบน้อยมากจากดิสรัปชั่น

นอกจากนี้ การเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพยังมีความต้องการในอัตราที่สูงมาก เพราะความต้องการรักษาทางด้านการแพทย์ของมุนษย์เป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้น ๆ และมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ความต้องการในการผลิตบุคลากรเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานสูงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้ความต้องการที่จะเรียนที่นี่ยังมีเกินกว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยมหิดลมีอยู่ด้วยซ้ำ

สำหรับรูปแบบการเรียนการสอน แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน หรือเป็นตัวกลางในการเข้าถึงการเรียนรู้และองค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ รวมถึงการจัดทำ จัดเก็บเนื้อหาบทเรียนต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล ยิ่งทำให้ผู้เรียนมีความสะดวกมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนในห้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพยังมีความจำเป็นอยู่มาก เพียงแต่ว่ารูปแบบและวิธีการอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง

“อย่างการเรียนแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ นอกจากการเรียนผ่านเนื้อหาความรู้ที่เรียกว่า content based แล้ว บางเนื้อหายังจำเป็นที่ต้องเรียนแบบ face to face ด้วย ให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมถึงการฝึกปฏิบัติในสถานที่จริง ซึ่งไลฟ์สไตล์ในการดูแลรักษาผู้ป่วย หรือที่เกี่ยวข้องกับร่างกายของคนจำเป็นที่ต้องมี skill set อีกรูปแบบหนึ่ง ที่ต้องมีระบบให้คำแนะนำให้คำปรึกษา (mentoring system) จากผู้ที่มีประสบการณ์ หรือความเชี่ยวชาญ ซึ่งศาสตร์ดังกล่าวนี้ถือว่ามหาวิทยาลัยมหิดลมีความโดดเด่นมาก”

“ฉะนั้นแล้วการเป็นครูของโรงเรียนแพทย์ โรงเรียนพยาบาล หรือในลักษณะสถาบันฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพ รวมถึงการเรียนในห้องเรียนแบบ face to face จึงยังมีความจำเป็นอยู่ ไม่สามารถเรียนในลักษณะที่เป็น cloud system หรือการเรียนแพทย์จากคอมพิวเตอร์ได้”

“ศ.นพ.บรรจง” กล่าวเสริมว่า ด้วยเหตุนี้เองการเรียนแพทย์ หรือการเรียนที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์สุขภาพจึงเป็นการเรียนที่สมบูรณ์ด้วยเนื้อหาและการฝึกปฏิบัติ เรียนรู้จริง รวมถึง skill set ที่มหาวิทยาลัยได้เตรียมไว้อย่างเข้มข้น

ขณะที่ศาสตร์บางอย่าง เช่น สังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยที่ไม่มีสถานที่ฝึกปฏิบัติภายใน จึงต้องมีการส่งนักศึกษาไปฝึกงาน ไปเรียนรู้กับภาคธุรกิจ เอกชน และอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากภายนอก เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และพบเจอกับสถานการณ์จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐพยายามทำให้เกิดขึ้น

เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของคณาจารย์ที่ต้องรับหน้าที่ในการสอนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้น “ศ.นพ.บรรจง” บอกว่า คณาจารย์มีการเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลา หรืออาจจะเรียกได้ว่าหมุนตามโลกกันแบบเรียลไทม์ก็ว่าได้ เพราะวิทยาการทางการแพทย์เองก็เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน

ส่วนในหลักสูตรอื่น ๆ ยังมีการแลกเปลี่ยนคณาจารย์กับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตามนโยบาย talent mobility ของรัฐบาล ที่นอกจากจะทำให้คณาจารย์ได้ทำงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชนแล้ว ยังถือว่าเป็นการอัพเดตองค์ความรู้ใหม่ ๆ ตามเทคโนโลยี ที่สำคัญยังทำให้นักศึกษามีโอกาสตามอาจารย์ไปศึกษา เรียนรู้กับภาคธุรกิจ เกิดการเชื่อมโยงกันทั้งอาจารย์และนักศึกษาอีกด้วย

“แม้ว่าเราจะมีจุดแข็งในเรื่องวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่สิ่งที่จะต้องเพิ่มให้กับนักศึกษาคือ การทำให้เขามีศักยภาพตามสมรรถนะที่ตลาดงานต้องการ โดยเฉพาะทักษะที่มีความจำเป็นในการทำงานหรือการดำเนินชีวิต ซึ่งได้บรรจุไว้ในวิชาพื้นฐาน (general education) อย่างทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (digital literacy), ทักษะความเข้าใจทางการเงิน (financial literacy), ทักษะความเข้าใจในการสื่อสาร (communication literacy) และทักษะความเข้าใจในการทำงานเป็นทีม (teamwork literacy)”

“ตลอดจนทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และความเป็นปัจจุบันทันด่วน สอดคล้องสถานการณ์จริง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเขาเหล่านี้สำเร็จการศึกษาออกไปแล้ว จะอยู่ในบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้”

ทั้งนั้น มหาวิทยาลัยมหิดลยังมีหลักสูตรการอบรมระยะสั้น ประกาศนียบัตร หรือ nondegree ต่าง ๆ

“ศ.นพ.บรรจง” บอกว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมีการอัพเดตหลักสูตรอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะสาขาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ มีการเพิ่มองค์ความรู้ใหม่ ๆ เนื่องจากวิทยาการต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะโรคต่าง ๆ เครื่องไม้เครื่องมือ ตลอดจนความต้องการรักษาทางด้านการแพทย์ที่มีอยู่มากในมนุษย์ทุกคน จึงทำให้องค์ความรู้หรือนวัตกรรมทางด้านทางแพทย์ต้องได้รับการพัฒนาตลอดเวลา

“ดังนั้นหากเปรียบปรากฏการณ์ดิสรัปชั่นเป็นเหมือนคลื่นสึนามิ มหาวิทยาลัยมหิดลถือว่าอยู่ในจุดที่สูง จึงได้รับผลกระทบน้อยมาก และช้ากว่ามหาวิทยาลัยอื่น ๆ จากการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ตาม “โรค” และ “โลก” ที่เปลี่ยนแปลงไป” 

อันเป็นสิ่งที่ “ศ.นพ.บรรจง” รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวย้ำอย่างหนักแน่น…