ปลัด ศธ. กางไทม์ไลน์ฉีดไฟเซอร์เด็ก คาดเปิดเทอมช่วง 10-15 พ.ย.

ปลัด ศธ.กางไทม์ไลน์ แผนฉีดไฟเซอร์เด็กนักเรียน 12-18 ปี ทุกสังกัด ชี้บุคลากรอีก 2.4 แสนต้องได้รับวัคซีนด้วย หากเป็นไปตามแผนพร้อมเปิดเรียนช่วง 10-15 พ.ย.ขณะที่เด็กต่ำกว่า 12 ปี รอ อย.อนุมัติยี่ห้อ 

วันที่ 13 กันยายน 2564 ในแถลงข่าวเตรียมความพร้อมเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายสุภัทร จำปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตอนนี้เรามีนักเรียนที่อายุ 12-18 ปี ทั้งสังกัดกระทรวงศึษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนพระปริยัติธรรม โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และกรุงเทพมหานครรวมกันแล้วประมาณ 4.5 ล้านคน

สำหรับแผนการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็มคาดใช้วัคซีน 8 ล้านกว่าโดส จะฉีดแก่กลุ่มผู้ที่มีอายุ 12-18 ปี ซึ่งจะครอบคลุมนักเรียนนักศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6  ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือ เทียบเท่า รวมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีอายุ 12 ปี ด้วย

ไทม์ไลน์แผนฉีดไฟเซอร์เด็ก 

ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน นี้ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข จะจัดประชุมออนไลน์กับสถานศึกษา โดยมีศึกษาธิการจังหวัด, ผอ.เขต, ผู้บริหารสถานศึกษาต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจก่อนเริ่มดำเนินการ และต้องรับรู้สิ่งที่ต้องทำคือการจัดเตรียมรายชื่อนักเรียนทั้งหมดในสถานศึกษาตนเองที่รับผิดชอบ รวมถึงซักซ้อมเตรียมการสื่อสารข้อมูลให้แก่ผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้สถานศึกษาจัดประชุมสื่อสารข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้ปกครอง ในการอนุญาตยินยอมให้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ 

จากนั้นวันที่ 17 กันยายน เป็นต้นไป แต่ละแห่งต้องให้โรงเรียนทำการหารือกับผู้ปกครองถึงเรื่องการเตรียมการฉีดวัคซีน พร้อมให้อ่านแบบฟอร์มประสงค์ฉีดวัคซีนที่ทางกรมควบคุมโรคและกรมอนามัยจัดทำขึ้น 

ส่วนช่วงวันที่ 22-24 กันยายน จะเป็นช่วงให้ผู้ปกครองต้องลงนามแจ้งความประสงค์ฉีดวัคซีนแก่นักเรียน

หลังจากนั้นโรงเรียนจะรวบรวมรายชื่อส่งไปยัง ผอ.เขต และประมาณวันที่ 26 กันยายน ผอ.เขตจะเรียกประชุมศึกษาธิการจังหวัดเพื่อส่งรายชื่อให้สาธารณสุขจังหวัด ในการดำเนินการบริหารจัดส่งวัคซีน ว่าจะใช้โรงเรียนใดเป็นเซ็นเตอร์หรือศูนย์กลางในการฉีด เป้าหมายการฉีดเท่าไหร่ และจะทำการรวบรวมนักเรียนแต่ละโรงเรียนมาฉีดที่โรงเรียนที่เป็นศูนย์กลาง ขึ้นอยู่กับการบริหารแต่ละจังหวัด 


โดยคาดว่าจะเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ให้นักเรียนอายุ 12-18 ปี ในต้นเดือนตุลาคมนี้ และฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ในช่วงปลายเดือนตุลาคม (ระยะห่างจะอยู่ที่ 3-4 สัปดาห์) 

บุคลากรราว 2.4 แสนต้องได้วัคซีนด้วย

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนแก่เด็กจำนวน 4 ล้านกว่าคนนี้ หากฉีด 2 เข็มก็ต้องมีวัคซีนราว 8 ล้านกว่าโดส ส่วนการเปิดภาคเรียนที่ 2/2564 จะพิจารณาแยกตามข้อกำหนด มาตรการ และสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจจะราววันที่ 10-15 พฤศจิกายน แต่ก็ไม่ได้ง่าย ต้องดูอีกทีเพราะถ้าฉีดนักเรียนแล้ว ก็ต้องมาดูว่าบุคลากรได้ฉีดหรือยัง ตอนนี้มีบุคลากร 8.9 แสนคน ได้รับวัคซีนแล้วทั้งหมด 6.4 แสนคน ที่เหลือยังมีบุคลากรครูยังไม่ได้ฉีดอีกกว่า 1.8 แสนคน และบุคลากรทางการศึกษาอื่นๆ เช่น เจ้าหน้าที่ พนักงานธุรการ แม่ครัว ฯลฯ อีกกว่า 7 หมื่นคน รวมแล้วที่ยังไม่ได้รับวัคซีนราว 2.4 แสนคน ถ้า ฉีด 2 เข็มคาดว่าต้องการวัคซีนประมาณ 4.8 แสนโดส ขณะนี้ก็อยู่ในแผนงานของกรมควบคุมโรคว่าจะวางแผนอย่างไร

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีลงมานั้น ก็ต้องรอดูว่าจะมีวัคซีนยี่ห้อใดที่อย.อนุมัติให้ฉีด เราต้องดูตามแผนของอย.แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเปิดเรียน เพราะเรายึดตามมาตรการสาธารณสุขที่บอกว่าต้องฉีดให้ครอบคลุม 70% เรามีการออกแบบการเปิดเรียนอย่างปลอดภัยกันต่อเนื่อง หากใครไม่สะดวกมาเรียนก็จะมีการสอนแบบไฮบริด ผสมผสาน เรียนออนไลน์ได้ แต่ว่าเด็กที่ไม่มาก็จะขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น 

เด็กทุกคนควรฉีดวัคซีน 

ขณะที่ รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า การฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปนั้นมีข้อมูลยืนยันแล้วทั้งในยุโรป อเมริกา ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีลงมา ก็จะมีข้อมูลออกมาในอนาคต ซึ่งคาดว่าเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป กับ อายุต่ำกว่า 12 ปี ความเสี่ยงการติดโรคไม่ได้ต่างกัน 

 

“แต่ทั้งนี้ ทราบว่ายังมีผู้ปกครองบางท่านยังลังเล ว่าควรให้บุตรฉีดหรือไม่ ผมย้ำว่าวิธีการป้องกันของโรคโควิด มี 2 วิธี คือ 1.ฉีดวัคซีน ถ้าใครฉีดแล้วก็จะมีเกราะป้องกัน ในอดีตเรามีการพูดเรื่องภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้น แต่ว่าตั้งแต่สายพันธุ์เดลต้าเข้ามาก็ได้ลบล้างข้อมูลนี้ไปหมดแล้ว ว่าภูมิคุ้มกันหมู่อาจไม่เกิดขึ้นเลย เพราะมีการติดต่อกันอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งต่อให้การฉีดหมู่ 70% ก็ไม่ได้ผล ถ้าจะให้ได้ผลจริงต้องย้อนกลับไปถึงข้อมูลในอดีตของวัคซีนโรคหัด ที่ระบุว่าต้องฉีดถึง 90-95% ถึงจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้ ฉะนั้นอย่าคิดว่าจะไม่ฉีด แล้วก็อย่าหวังภูมิคุ้มกันหมู่จากลูกคนอื่น เพราะยากมาก ฉะนั้นเด็กทุกคนควรฉีด 2.ระบบป้องกันในโรงเรียนต้องดี และเมื่อกลับบ้านไปควรอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทันที แล้วค่อยไปทำกิจกรรมอื่นๆ ต้องฝึกจนเป็นนิสัย” 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ