หายใจยาว ๆ เข้าไว้

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ

สาโรจน์ มณีรัตน์

 

ต้องยอมรับว่าตั้งแต่ต้นปี 2563 เป็นต้นมาจนถึงขณะนี้ มวลมนุษยชาติบนโลกใบนี้ต่างต้องผจญกับมหันตภัยไวรัสร้ายอย่างหนักหน่วง

ที่ไม่เพียงจะต้องเฝ้าระวังผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

หากยังต้องเฝ้าติดตามตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ซึ่งใครจะเชื่อล่ะว่านับแต่ไวรัสร้ายแพร่ระบาดจนถึงปัจจุบันมีตัวเลขผู้เสียชีวิตถึง 4 ล้านกว่าคน ซึ่งเป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตที่คงต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

ทั้งยังทำท่าจะพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องหากวัคซีนยังไม่ถูกฉีดให้กับมวลมนุษยชาติอย่างเท่าเทียม เพราะเท่าที่สังเกตจะเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ประชากรของเขาได้รับเกราะป้องกันในการต่อต้านเชื้อไวรัส

ทั้ง ๆ ที่สหประชาชาติตั้งประเด็นเรื่อง “ความเหลื่อมล้ำ” เป็นประเด็นแรก ๆ ของแนวทางในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลก

ผมเห็นแล้วต้องพยายามเข้าใจ ต้องยอมรับ เพราะขนาดกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศสิงคโปร์ยังเป็นประเทศแรก ๆ ในกลุ่มนี้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนก่อน ส่วนประเทศไทยก็อย่างที่ทุกคนทราบดี ถามว่าทำไม ?

เพราะตลอดช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ปลายปี 2563 จนถึงกลางปี 2564 ประชากรคนไทยเดินทางไปมาภายในจังหวัดกันค่อนข้างมาก กอปรกับเดินทางไปมาระหว่างจังหวัดหนึ่งกับอีกจังหวัดหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เสมือนเป็นการเฉลิมฉลองช่วงเทศกาลต่าง ๆ เสมือนเป็นการปลดทุกข์จากความเครียดตลอดช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้มากว่าหลังจากรัฐบาลประกาศคลายล็อกดาวน์ และเตรียมเปิดประเทศราวเดือนตุลาคม ตัวเลขผู้ติดเชื้อ ตัวเลขผู้เสียชีวิต อาจจะเพิ่มมากขึ้นอีกครั้ง

แม้หลายบริษัทยังคงต้องใช้มาตรการทำงานจากที่บ้าน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานบางบริษัทคงจะกลับมาทำงานกันอย่างปกติผมไม่อยากคิดเลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

จำได้ไหมครับว่า ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายน 2564 การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นจากความหย่อนยานในพฤติกรรมของผู้คน ดังนั้น ผมจึงไม่อยากคิดแง่ร้ายว่าตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นไปจะเกิดอะไรขึ้นอีก เพราะทุกคนคงทราบกันดีว่าปัจจัยตัวหนึ่งที่นอกเหนือจากไวรัสร้าย เทคโนโลยีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เข้ามาดิสรัปต์ธุรกิจตั้งแต่ปี 2562 จนทำให้หลายคนตกงานจำนวนมาก หลายองค์กรต้องปิดตัวลง

แต่เมื่อมาเจอมหันตภัยไวรัสร้ายกระหน่ำซ้ำในปี 2563 สัญญาณร้ายกลับยิ่งทำให้บริษัท ห้าง ร้าน โรงงาน ธุรกิจเอสเอ็มอี สตาร์ตอัพ ฟรีแลนซ์ และอาชีพอื่น ๆ พังพาบไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ

หลายบริษัทจำต้องลดขนาดองค์กรให้เล็กลง และหลายบริษัทเลือกที่จะหยุดเลือดที่ไหลด้วยการลดต้นทุนทุกอย่าง ซึ่งหนึ่งในการลดต้นทุนดีที่สุดคือ “ปลดพนักงาน” ขณะที่อีกหลายบริษัทเลือกใช้บริการเอาต์ซอร์ซมากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าการที่จะทำเอง หรือบริหารจัดการเองไม่เพียงเป็นการเพิ่มต้นทุน ยังเป็นการแบกภาระทั้งหมดไว้กับองค์กรด้วย

ดังนั้น ทางเดียวที่จะทำให้องค์กร “เบา” ที่สุดคือพยายามกำจัดจุดอ่อนที่ไม่จำเป็นออกไปให้มากที่สุด และทำท่าว่าการตัดสินใจเช่นนี้น่าจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้องค์กรอยู่ได้ แม้จะเพียงระยะหนึ่งก็ตาม

ขณะที่บัณฑิตตกงานตั้งแต่ปี 2562-2564 ตัวเลขก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจะพยายามออกมาตรการในการช่วยเหลือด้วยการเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนช่วยรับบัณฑิตเหล่านั้นเข้าทำงานก็ตาม ด้วยการจ่ายเงินเดือนให้ครึ่งหนึ่ง

แต่กระนั้น คงต้องมาดูข้อมูลที่แท้จริงกันอีกทีว่า…ที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนช่วยเหลือบัณฑิตตกงานไปแล้วจำนวนเท่าไหร่ และยังมีบัณฑิตอีกจำนวนเท่าไหร่ที่ยังไม่มีงานทำ ตรงนี้เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่รัฐบาลคงต้องรีบแก้ไข


ไม่นับรวมอีกหลาย ๆ ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับมหันตภัยไวรัสร้าย อาทิ ธุรกิจท่องเที่ยว, โรงแรม, ภาคบริการ, ภาคเอ็นเตอร์เทน และภาคธุรกิจการบิน โดยเฉพาะภาคธุรกิจการบินที่ต้องยอมรับว่าหนักหนาสาหัสเหลือเกิน และไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยเท่านั้น หากทุกประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาดุจเดียวกัน เพราะไม่มีใครกล้าเดินทาง ไม่มีใครกล้าท่องเที่ยว

เมื่อเป็นดังนั้น ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคธุรกิจการบินทั้งระบบคงต้องประสบปัญหาอย่างช่วยไม่ได้ จนทำให้ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ว่า…แล้วพวกเราจะอยู่กันอย่างไร ?เพราะภายในประเทศก็เที่ยวไม่ได้ เดินทางก็ไม่ได้ ธุรกิจร้านค้าก็ไม่มีคนซื้อ ตลาดก็ไม่มีใครกล้าไป ผู้บริโภคก็ไม่กล้าซื้อของ

แล้วเงินจะสะพัดอย่างไร ?

ส้มจึงไปหล่นกับธุรกิจดีลิเวอรี่ หรือธุรกิจร้านสะดวกซื้อทั้งหมด เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการล็อกดาวน์ประเทศปรากฏว่ายอดขายของร้านอาหารพวกนี้

รวมถึงธุรกิจบริการรับ-ส่งอาหารเติบโตอย่างก้าวกระโดด

จนทำให้ธุรกิจเหล่านี้ขยายไลน์ในการให้บริการอย่างครบวงจร ไม่เท่านั้นยังเป็นทางรอดและทางที่มองเห็นของประชาชนคนไทยทุกคนให้หันมาสู่ธุรกิจประเภทนี้มากขึ้นด้วย

ผมจึงค่อนข้างเชื่อแน่ว่า…ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ต่อไป ทางเดียวที่จะทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ อยู่รอดอย่างปลอดภัย คงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ ใช้จ่ายอย่างมีสติ ใช้จ่ายแบบระวังตัวบ้าง เพราะตอนนี้ใคร ๆ ก็ช่วยท่านทั้งหลายไม่ได้แล้ว นอกจากตัวเราเอง เพราะศึกครั้งนี้หนักหนาสาหัสเหลือเกิน และใช่ว่าในปี 2564 ทุกอย่างจะกลับมาปกติเหมือนเดิม

ผมว่าน่าจะราวปี 2566 โน่นแหละ

อดทนกันหน่อยนะครับ

หายใจยาว ๆ เข้าไว้…แล้วเราจะผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ