“บรอมส์โกรฟ” ใช้กลยุทธ์ฟองสบู่บริหารโรงเรียนประจำ ลดเสี่ยงโควิด

โควิดส่งผลให้ครอบครัวไทยสนใจส่งลูกเรียนโรงเรียนประจำมากขึ้น ซึ่งบรอมส์โกรฟใช้มาตราการ bubbles ลดความเสี่ยงจากไวรัส

วันที่ 7 ธันวาคม 2564 โรงเรียนนานาชาติบรอมส์โกรฟ เผยกลยุทธ์การบริหารจัดการแผนกโรงเรียนประจำบริหารจัดการแบบ “ฟองสบู่” (bubbles) เป็นการควบคุมสภาพแวดล้อมภายในหอพักเสมือนอาศัยอยู่ในฟองสบู่ โดยนักเรียนประจำจะถูกจัดกลุ่มย่อยเพื่อการเว้นระยะห่าง

นายฮาวเวิร์ด วู หัวหน้าฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ โรงเรียนนานาชาติบรอมส์โกรฟกล่าวว่า จากรายงานของยูนิเซฟ (The United Nations Children’s Fund) ระบุว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาเด็กหนึ่งคนในทุกเจ็ดคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใต้นโยบายการเว้นระยะห่าง และอยู่ที่บ้านตลอดทั้งปี 2563 ซึ่งก่อให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และการแปลกแยกจากสังคม

นอกจากนั้น เด็กจำนวนหนึ่งต้องเรียนหนังสืออยู่ที่บ้านผ่านสื่อออนไลน์ ในขณะที่อีกหลายคนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาผ่านสื่อออนไลน์ได้ อันเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจ และข้อจำกัดของครอบครัวที่แตกต่างกัน

“โควิด-19 ส่งผลให้ครอบครัวตั้งแต่ระดับชนชั้นกลางขึ้นไปพยายามมองหาทางเลือกให้ลูก ๆ เพื่อจะได้รับการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่จำเป็นอย่างไม่ติดขัดในช่วงที่มีการระบาด โดยในประเทศไทยความนิยมของครอบครัวชาวไทยต่อโรงเรียนประจำมีเพิ่มมากขึ้น และเมื่อรัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์การควบคุมการระบาดของโควิด-19 และตัดสินใจเปิดโรงเรียนภายใต้มาตรการการเฝ้าระวัง

ผู้ปกครองจำนวนมากได้ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนประจำ เพื่อให้ลูก ๆ ได้อาศัยประจำอยู่ในหอพัก และพบปะผู้คนภายในหอพักเท่านั้น ทำให้สามารถลดความเสี่ยงในการระบาดของไวรัสได้ในระดับหนึ่ง”

ฮาวเวิร์ด วู

ตั้งแต่รัฐบาลประกาศเปิดโรงเรียน นักเรียนประจำสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ นอกจากผู้ปกครองไทยที่สนใจโรงเรียนประจำเพิ่มขึ้นแล้ว ผู้ปกครองชาวต่างชาติของบรอมส์โกรฟก็มีความเชื่อมั่นในมาตรการการควบคุมการระบาดของโควิด-19 ของประเทศไทย และทางโรงเรียนก็ได้สื่อสารให้ผู้ปกครองทราบถึงมาตรการการป้องกันการระบาดที่บรอมส์โกรฟปฏิบัติเพิ่มเติมภายในโรงเรียนด้วย

นายวูอธิบายว่า ได้มีการบริหารจัดการแบบฟองสบู่ (bubbles) ซึ่งสภาพแวดล้อมภายในหอพักจะได้รับการควบคุม เปรียบเสมือนการอาศัยอยู่ในฟองสบู่ นักเรียนประจำจะถูกจัดกลุ่มย่อยเพื่อการเว้นระยะห่าง และจำกัดวงในการมีปฏิสัมพันธ์และการทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงของการระบาดของโควิด-19 ในวงกว้าง

มีมาตรการป้องกันการระบาด ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเชื้อของทั้งนักเรียนและบุคลากรก่อนเข้าในหอพักและเป็นประจำเมื่ออาศัยอยู่ในหอพัก การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา การดูแลระบบถ่ายเทอากาศภายในหอพัก ตารางการทำความสะอาดที่สม่ำเสมอ เพิ่มการทำกิจกรรมกลางแจ้งของนักเรียนประจำ

นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังจัดให้มีทีมพยาบาลดูแลนักเรียนและบุคลากรของหอพักอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง การจัดสภาพแวดล้อมเช่นนี้ทำให้นักเรียนยังคงรักษาระยะห่างทางกายภาพ แต่ในขณะเดียวกันพวกเขายังสามารถเรียน ทำกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย ถือเป็นการปรับตัวร่วมกันระหว่างโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากร เพื่อตอบรับกับวิถีใหม่ที่เกิดขึ้น

“หลาย ๆ สื่อพูดถึงอนาคตทางการศึกษาที่ไม่จำเป็นต้องมีโรงเรียนและครูอีกต่อไป แต่ในความเป็นจริงแล้วเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการเรียนรู้ในโรงเรียนนั้นมีมากกว่าเรื่องของวิชาการที่โรงเรียนนักเรียนจะได้พัฒนาทักษะทางด้านสังคมทั้งกับนักเรียนด้วยกันเองและกับผู้ใหญ่ ซึ่งทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นสำหรับพวกเขาในอนาคต”

ในต่างประเทศโรงเรียนประจำได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง และในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาความนิยมนี้ได้แพร่หลายในสังคมตะวันออก ด้วยภาพลักษณ์และมาตรฐานของโรงเรียนประจำสมัยใหม่ รวมถึงสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พ่อแม่ต้องการให้ลูกได้เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ใหญ่ ฝึกความรับผิดชอบ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งพวกเขาจะได้ฝึกฝนทักษะเหล่านี้ภายในรั้วโรงเรียนประจำ

ข้อดีของการอยู่ในโรงเรียนประจำ นักเรียนจะมีชั่วโมงการทบทวนบทเรียนและการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเดินทางบนท้องถนน นักเรียนจะใช้เวลาหลังเลิกเรียนในการเล่นกีฬา ซ้อมดนตรี ฝึกการแสดง ทำงานศิลปะ หรือได้ลองทำสิ่งใหม่ ๆ


โดยที่พวกเขาสามารถเลือกได้ว่าจะทำกิจกรรมเหล่านี้ด้วยตนเอง หรือทำร่วมกันกับเพื่อน ๆ ภายในหอพัก โดยจะมีครูผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ๆ รวมไปถึงบุคลากรของโรงเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองประจำหอพักคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

นายวูกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้บรอมส์โกรฟถือเป็น 1 ใน 3 โรงเรียนประจำแบบอังกฤษที่ดีที่สุดในไทย ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองนานาชาติในการส่งบุตรหลานมาเข้าเรียนและพักอาศัยอยู่ในหอพัก ซึ่งการขยายและพัฒนาแผนกโรงเรียนประจำไปสู่มาตรฐานสูงสุดเป็นหนึ่งในแผนพัฒนาระยะยาวของโรงเรียนที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่บรอมส์โกรฟมุ่งเน้น คือ นักเรียนจะได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมโรงเรียนประจำ จะได้มีบทบาทหน้าที่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง มีระบบการจัดการโรงเรียนประจำและหอพักเทียบเท่าโรงเรียนประจำชั้นนำในประเทศอังกฤษ นอกจากนั้น ยังได้นำระเบียบปฏิบัติและแนวทางการบริหารหอพักและการดูแลสวัสดิภาพของนักเรียนตามแบบของสมาคมโรงเรียนประจำแบบอังกฤษ หรือ The Boarding Schools’ Association (BSA) มาใช้ที่โรงเรียนด้วย

“แผนกประจำของบรอมส์โกรฟ ประกอบไปด้วยนักเรียนและบุคลากรกว่า 20 สัญชาติ มีความเสมือนสังคมจริงที่มีประชาคมโลกอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน ทักษะการอยู่และทำงานร่วมกันกับผู้อื่น คือทักษะที่จำเป็นในโลกยุคใหม่ เป็นทักษะที่จะทำให้เด็ก ๆ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีชีวิตที่เติมเต็ม ทำคุณประโยชน์ต่อผู้อื่นและต่อสังคมต่อไป”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ