ฝนพรำที่ “ช่างชุ่ย”…ในนิทรรศการ “ละออง”…. ธุลีดินถึงจักรวาลของพ่อ

บ่ายแก่ๆ วันเสาร์ที่มีแสงแดดทอประกาย เคล้าลมร้อนที่โชยมาปะทะใบหน้าอยู่เนืองๆ ในช่วงปลายฤดูฝน

ที่นี่คือ… “ช่างชุ่ย” ครีเอทีฟสเปซ แลนด์มาร์กใหม่ชานกรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมร

นักท่องเที่ยวส่วนมากมาเป็นครอบครัว จูงลูกจูงหลานกันให้ขวักไขว่ คู่รักก็เดินกระหนุนกระหนิงกันหลายคู่ กระทั่งเพื่อนฝูง จับกลุ่มกันมาหากิจกรรมผ่อนคลาย แม้ว่าผู้คนจอแจสักหน่อย แถมยังเป็นจังหวะเดียวกับข่าวสารเรื่อง “น้ำท่วม” ใจกลางกรุงเทพ ล้นทะลักเต็ม Feed เฟซบุ๊ก แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำให้พื้นที่ 11 ไร่ ของ “ช่างชุ่ย” แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่หนีความวุ่นวายกลางกรุง

กิจกรรมคนที่มาเยือน “ช่างชุ่ย” หนีไม่พ้นการ “ถ่ายรูป” เป็นที่ระลึก ไม่ว่าเดินไปมุมไหน ก็จะเห็นหนุ่ม – สาว รวมถึงที่มากันเป็นครอบครัว เพื่อนที่มากันเป็นแก๊ง มีกล้องคล้องคอเป็นอาวุธประจำกายแทบทั้งนั้น

 

เมื่อเจอมุมที่ถูกใจก็ยกกล้องขึ้นมาลั่นชัตเตอร์ได้ภาพสวยๆ กันทันที

 

จุดเริ่มต้นของโครงการ “ช่างชุ่ย” มาจาก “สมชัย ส่งวัฒนา” เจ้าของแบรนด์ FLYNOW ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการช่างชุ่ย ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งในบางประเทศเช่น เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ เน้นสร้างบ้านเมืองให้กับกับธรรมชาติ ผิดกับบ้านเราที่รุกล้ำธรรมชาติเพื่อสร้างเมือง

เมื่อคนต้องอยู่ร่วมกันรักษาธรรมชาติ ก่อนที่ธรรมชาติจะมาทำลายคน ภายใน “ช่างชุ่ย” จึงถูกออกแบบให้เป็นเหมือนเมืองอีกเมืองหนึ่งมีธรรมชาติโอบล้อม

ร้านรวงจัดวางเป็นระเบียบเรียบร้อย ทั้ง เสื้อผ้า สลับกับการจัดวางสิ่งของต่างๆ ให้คนชอบถ่ายรูปได้หามุมถ่ายรูปกันสนุกสนาน ครั้นเดินจนเหนื่อยก็ยังมีของกินสไตล์สตรีทฟู๊ด ประเภท ชา กาแฟ ขนมปังปิ้ง ไส้กรอกย่าง มีไม่อั้น จัดไว้เป็นซุ้มอย่างหนำใจ

และแล้วถึงคิวแวะหลบลมร้อนไปดูนิทรรศการที่ “ช่างชุ่ย” จัดเตรียมไว้เป็นประจำทุกเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนตุลาคม ที่พสกนิกรไทยทุกคนน้อมรำลึกถึงการจากไปของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อถวายความอาลัยแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งแผ่นดิน

“ช่างชุ่ย” จึงจัดกิจกรรมเพื่อให้พสกนิกร มาร่วมแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ใช้ชื่อธีมกิจกรรมว่า “ธุลีดินถึงจักรวาลของพ่อ” 

นิทรรศการ ‘ละออง’ ถูกจัดขึ้นส่งความคิดถึงจากดวงใจผ่านผลงานศิลปะเพื่อเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 9 โดยศิลปินไทยกว่า 70 ชีวิต

 

แต่แล้วในขณะที่กำลังดื่มด่ำกับงานศิลปะ สายฝนก็กระหน่ำมาทันใด ผู้คนที่เคยจอแจอยู่บนทางเดินก็ค่อยๆ หาที่กำบังฝนกันจ้าละหวั่น 

ปล่อยให้ทางเดินใน “ช่างชุ่ย” อยู่ในสภาพเปลือยเปล่า

….“ช่างชุ่ย” เหมือนกับเมืองร้างในบัดดล…

เมื่อลมฝนสงบลง ผู้คนเริ่มออกมาจากที่กำบัง แดดส่องเป็นประกายอีกครั้ง เมื่อแสงกระทบกับแอ่งน้ำที่เกิดจากฝนบนทางเท้าจึงเกิดเงาสะท้อนดุจกระจกใส  ตัดกับหมอกขาวๆ ที่ลอยละล่องออกมา จึงได้รูปสวยๆ เป็นของแถม

อีกฟากหนึ่งนักดนตรีจากคณะดุริยางคศาสตร์ ศิลปากร ก็เริ่มบรรเลงกีตาร์อะคูสติก เพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ขับกล่อมผู้ที่เดินอยู่ใน “ช่างชุ่ย” จนต้องหยุดแวะฟัง เป็นการซักซ้อมเพื่อเล่นในงาน Guitar Phenomenon for Dad ด้วยการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ ‘สายฝน’ มี “พี่ปุ๊” อัญชลี จงคดีกิจ เป็นผู้ขับร้องในวันจริง (15 ตุลาคม)

ไม่กี่ชั่วโมงใน “ช่างชุ่ย” ยามฝนพรำ ให้บรรยากาศที่เหมือนอยู่ในเมืองอีกเมืองหนึ่ง

เป็นเมืองที่มีกลิ่นไอธรรมชาติ ผสานกับงานศิลปะร่วมสมัย เคล้าเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน”  

อยู่ไม่ใกล้ ไม่ไกล… แค่ใน กรุงเทพมหานคร