ฉากอวสาน “ยิ่งลักษณ์” เหตุไฉนไม่อุทธรณ์สู้คดี เหตุไฉนต้องหนีตลอดชีวิต

(FILES) This file photo taken on August 5, 2016 shows former prime minister Yingluck Shinawatra struggling to hear a question from the media as she arrives at the Constitutional Court in Bangkok on August 5, 2016. Thai ex-prime minister Yingluck Shinawatra missed a verdict in a negligence trial on August 25, 2017 that could have seen her jailed, prompting the Supreme Court to issue an arrest warrant fearing she is a flight risk, a judge said. / AFP PHOTO / LILLIAN SUWANRUMPHA

ทันทีที่คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำคุก 5 ปี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ฐานปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ผ่านพ้นครบ 30 วัน

30 วัน อันตรงกับวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทีมทนายความของ “ยิ่งลักษณ์” ไม่สามารถติดต่อกับอดีตนายกฯ ผู้เป็นจำเลยในฐานะลูกความได้

เมื่อไม่สามารถติดต่อลูกความได้ จึงไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ หรือขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไป

เมื่อไม่มีการอุทธรณ์ กระบวนการถอนพาสปอร์ต “ยิ่งลักษณ์” จึงเริ่มต้นขึ้น “ดอน ปรมัตถ์วินัย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี ในช่วงเช้าวันที่ 31 ตุลาคม ว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศได้ออกมายืนยันว่ามีการถอนพาสปอร์ตนางสาวยิ่งลักษณ์ จำนวน 4 เล่มตามที่ตำรวจได้แถลงจริง ส่วนขั้นตอนการดำเนินงานต่อจากนี้ขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ

เป็นอันว่าคดีของ “ยิ่งลักษณ์” จบบริบูรณ์

ฉากอาวสานของคดีทุจริตจีทูจี คือ “ยิ่งลักษณ์” หนีคดี ทนายไม่อุทธรณ์ นั่นก็เพราะในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 195 ระบุไว้ว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษา

เช่นเดียวกับ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2560 มาตรา 60 คำพิพากษาของศาลให้อุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

และ มาตรา 61 ที่เขียนล็อกไว้ว่า “ในกรณีที่จำเลยซึ่งไม่ได้ถูกคุมขังเป็นผู้อุทธรณ์ จำเลยจะยื่นอุทธรณ์ได้ต่อเมื่อ แสดงตนต่อเจ้าพนักงานศาลในขณะยื่นอุทธรณ์ มิฉะนั้นให้ศาลมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์”

แปลจากภาษากฎหมายเป็นภาษาคนธรรมดาใจความว่า ในกรณีที่ “จำเลย” คือ “ยิ่งลักษณ์” ไม่ได้ถูกคุมขัง จะยื่นขออุทธรณ์ได้ต่อเมื่อแสดงตัวต่อศาล หาไม่แล้วศาลจะไม่รับอุทธรณ์

เมื่อรู้ทั้งรู้ว่ากลับมาต้องติดคุก 5 ปี แม้จะมีช่องอุทธรณ์ แต่เกมนี้เมื่อต้องแลกด้วยอิสรภาพ “ยิ่งลักษณ์” อาจไม่กล้าเสี่ยงมาขอยื่นอุทธรณ์ดวยตัวเอง

เรื่องจึงเป็นเช่นนี้….

และในฉากจบของเรื่อง ที่ไม่ได้จบแบบ Happy ending เมื่อ “ยิ่งลักษณ์” ไม่ปรากฏตัวใช้สิทธิ์อุทธรณ์ ยอมหนีคดี นั่นหมายความว่า อดีตนายกฯ หญิง ที่ใช้เวลา 49 วัน เดินเข้าทำเนียบในฐานะผู้นำประเทศเมื่อ 6 ปีก่อน จะต้องใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ต่างแดน

เพราะศาลได้ออกหมายจับโดยไม่มีอายุความ เพราะเหตุว่าการหลบหนีคดีของ “ยิ่งลักษณ์” ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดอ่านคำพิพากษาครั้งแรกในคดีนี้ เกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต(ฉบับที่ 3) พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค.2558

โดย พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฉบับนี้ ในมาตรา 74/1 ระบุว่า ในการดําเนินคดีอาญา ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีไปในระหว่างถูกดําเนินคดีหรือระหว่างการพิจารณาของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยหลบหนีรวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ

แปลเป็นภาษาง่ายๆ อีกครั้งว่า เวลาที่ “ยิ่งลักษณ์” หลบหนีตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม นับจากนี้จะไม่คิดรวมอยู่ในอายุความ ในกรณีของ “ยิ่งลักษณ์” โทษที่ได้รับคือติดคุก 5 ปี แม้พ้น 5 ปีไปแล้วอายุความก็ยังคง 5 ปี

ไม่มีลด มีแต่เท่าเดิม

จึงเป็นเหตุผลที่ยิ่งลักษณ์จึงต้องหนีไปตลอดชีวิต…..