เงินบาทผันผวน จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า-เงินเฟ้อเดือน ม.ค.ของไทย

เงินบาท
REUTERS/Athit Perawongmetha

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบผันผวน ทั้งในช่วงก่อน-หลังการประชุมเฟด ก่อนจะอ่อนค่าลงตามแรงขายหุ้นและพันธบัตรไทยของต่างชาติ และแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ ก่อนรายงานตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐ จับตาปัจจัยสำคัญสัปดาห์หน้า ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/65 ของ บจ.

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทปรับตัวผันผวน และอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์ โดยเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงแรกตามภาพรวมสกุลเงินเอเชีย นำโดยเงินหยวน ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความหวังเกี่ยวกับข่าวมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของทางการจีน

อย่างไรก็ดี เงินบาทพลิกอ่อนค่าในช่วงต่อมาท่ามกลางแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ ก่อนการประชุมเฟด ก่อนจะแข็งค่ากลับมาอีกครั้ง หลังผลการประชุมเฟดล่าสุด กระตุ้นให้ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐที่มีทิศทางชะลอลง อาจทำให้แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดกำลังใกล้ที่จะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่รอบการประชุมข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เงินบาทอ่อนค่ากลับมาในช่วงปลายสัปดาห์ ท่ามกลางแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ หลังการประชุม ECB และ BOE มีสัญญาณแข็งกร้าวน้อยกว่าที่ตลาดคาด นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังสอดคล้องกับสถานะขายสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วยเช่นกัน

กราฟแสดงค่าเงินบาท

ในวันศุกร์ที่ 3 ก.พ. 2566 เงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับ 32.87 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (27 ม.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 30 ม.ค.-3 ก.พ. นั้น นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 8,994 ล้านบาท และมีสถานะเป็น Net Outflows ออกจากตลาดพันธบัตรไทย 41,586 ล้านบาท (ขายสุทธิ 32,243 ล้านบาท และตราสารหนี้หมดอายุ 9,343 ล้านบาท)

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.พ.) ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.70-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อเดือน ม.ค.ของไทย ทิศทางเงินทุนต่างชาติ และผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย

ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีความเชื่อมั่นและตัวเลขการคาดการณ์เงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือน ก.พ. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ม.ค.ของจีนด้วยเช่นกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย ดัชนีตลาดหุ้นไทยกลับมาปิดบวกได้ช่วงปลายสัปดาห์ ทั้งนี้ หุ้นไทยร่วงลงช่วงต้นสัปดาห์ โดยเผชิญแรงขายจากกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เพื่อลดสถานะเสี่ยงระหว่างรอผลการประชุมเฟด โดยหุ้นกลุ่มที่ถูกเทขายหลัก ๆ ได้แก่ กลุ่มแบงก์และพลังงาน ซึ่งมีแรงกดดันเพิ่มเติมจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลง

อย่างไรก็ดี หุ้นไทยดีดตัวขึ้นช่วงกลางสัปดาห์ ท่ามกลางความคาดหวังว่าเฟดจะชะลอขนาดการปรับขึ้นดอกเบี้ย ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยหลังตอบรับประเด็นบวกดังกล่าวไปแล้ว และผลประชุมเฟดออกมาตามคาด หุ้นไทยขยับขึ้นอีกครั้งช่วงปลายสัปดาห์ โดยมีแรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ก่อนการรายงานผลประกอบการ รวมถึงมีประเด็นเฉพาะจากการปรับลดหน่วยการซื้อหุ้นขั้นต่ำของหุ้นบางบริษัท

กราฟแสดงความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทย

ในวันศุกร์ (3 ก.พ.) ดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,688.36 จุด เพิ่มขึ้น 0.42% จากระดับปลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 64,393.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.33% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai เพิ่มขึ้น 1.77% มาปิดที่ระดับ 613.24 จุด

สำหรับสัปดาห์ถัดไป (6-10 ก.พ.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,670 และ 1,650 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,700 และ 1,720 จุด ตามลำดับ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อเดือน ม.ค.ของไทย ผลประกอบการงวดไตรมาส 4/65 ของ บจ. ไทย รวมถึงทิศทางเงินทุนต่างชาติ


ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญ ได้แก่ ข้อมูลนำเข้าและส่งออกเดือน ธ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) เดือน ก.พ. รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ยอดค้าปลีกเดือน ธ.ค.ของยูโรโซน ดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ม.ค.ของญี่ปุ่น ดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตเดือน ม.ค. ของจีน