ดอลลาร์พุ่ง หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานแข็งแกร่ง

ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์พุ่ง หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานแข็งแกร่ง นักลงทุนคาดเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในเดือนมีนาคม และพฤษภาคม ขณะที่ปัจจัยในประเทศเงินเฟ้อเดือนมกราคมของไทยเริ่มลดลง คาดทั้งปีจะไม่เกิน 5 %

สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ค่าเงินบาทปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/2) ที่ระดับ 33.55/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 32.96/99 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ หลังกระทรวงแรงงานเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)

โดยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 517,000 ตำแหน่งในเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2512 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.6% นอกจากนี้ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และเพิ่มขึ้น 4.4% เมื่อเทียบรายปี โดยสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.3%

หลังการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานในวันนี้ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้ง ในการประชุมเดือน มี.ค. และเดือน พ.ค.สู่ระดับสูงสุดที่ 5.00-5.25% ก่อนที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าว

นอกจากนี้ สัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐยังมาจากการที่สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยในวันศุกร์ว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐดีดตัวขึ้นสู่ระดับ  55.2 ในเดือน ม.ค. จากระดับ 49.2 ในเดือน ธ.ค. โดยดัชนีที่อยู่เหนือระดับ 50 บ่งชี้ว่า ภาคบริการมีการขยายตัว

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตานายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมซึ่งจัดโดยสมาคมเศรษฐกิจแห่งวอชิงตัน (Economic Club of Washington) ในวันพรุ่งนี้ (7 ก.พ.) เพื่อจับสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ม.ค. 66 ขยายตัว 5.02% ต่ำกว่าตลาดคาด โดยอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือน ตามการชะลอตัวของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน และอาหาร ขณะที่อุปสงค์ในประเทศปรับตัวดีขึ้นจากภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้การใช้จ่ายในช่วงเทศบาลทั้งปีใหม่ และตรุษจีน คึกคักกว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมสินค้าหมวดอาหารสด และพลังงานในเดือน ม.ค. 66 ขยายตัว 3.04%

โดยกระทรวงพาณิชย์คาดว่าแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.พ. 66 จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง และเชื่อว่าจะไม่สูงถึง 5% สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.พ. 66 คาดว่าจะขยายตัวในอัตราที่ลดลง โดยปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อขยายตัว ยังคงเป็นราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม ที่ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเงินเฟ้อ และราคาสินค้าในกลุ่มอาหารที่ปรับสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/2) ที่ระดับ 1.0785/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 1.0935/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยยูโรอ่อนค่าตามการแข็งค่าของสหรัฐ หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0769-1.0799 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0778/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/2) ที่ระดับ 132.29/31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (3/2) ที่ระดับ 128.49/51 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินเยนอ่อนค่าลงหลังหนังสือพิมพ์นิกเกอิรายงานว่า นายมาซาโยชิ อามามิยะ ได้รับการทาบทามจากรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มจะส่งเสริมนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษในปัจจุบัน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 131.51-132.43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 131.81/82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ คำกล่าวของลาการ์ด (Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรป (6/2), คำกล่าวของนายพาวเวลล์ (Powell) ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (7/2), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี (9/2), จำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐ (9/2), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภครัฐมิชิแกน (ก.พ.) ของสหรัฐ (10/2)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.6/9.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.25/-5.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ