ลึกไม่ลับ… กสิกรไทย ตีโจทย์บริหารพอร์ตเศรษฐี 9 แสนล้าน

สัมภาษณ์พิเศษ “พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” กสิกรไทย
คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษ

เทรนด์การให้บริการสำหรับธุรกิจครอบครัว ถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบัน โดยสถาบันการเงิน และบริษัทที่ปรึกษากฎหมายหลายแห่ง มีการเปิดบริการที่เกี่ยวข้องกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการลงทุน การบริหารทรัพย์สินให้มีมูลค่าเพิ่ม การจัดการเรื่องภาษี การช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง ฯลฯ

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “พีระพัฒน์ เหรียญประยูร” Managing Director, Wealth Planning and Noncapital Market Head ใน Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย (KBank Private Banking) ที่ทำธุรกิจให้บริการเหล่านี้โดยตรง

บริการตอบโจทย์ ธุรกิจครอบครัว

โดย “พีระพัฒน์” ฉายภาพว่า ธุรกิจในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบธุรกิจครอบครัว หรือที่เรียกว่า “ธุรกิจกงสี” จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ เพราะมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ถึงประมาณ 80% ดังนั้น การรักษาธุรกิจครอบครัว ให้สามารถดำเนินต่อไปได้ และมีการส่งต่อธุรกิจได้อย่างราบรื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ซึ่งธนาคารกสิกรไทย มีบริการสำหรับกลุ่มลูกค้า private banking ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ปัจจุบันมีอยู่ราว 10,000 ครอบครัว คิดเป็นสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ประมาณ 9 แสนล้านบาท โดยมีบริการหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 6-7 บริการ

ซึ่งของเดิมมี 6 บริการ บริการแรก คือ บริการที่ช่วยแต่ละครอบครัวในการวางกติกา หรือที่เรียกว่าการทำธรรมนูญครอบครัว บริการที่ 2 คือ บริการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากแต่ละครอบครัวจะมีความเสี่ยงที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกฎหมาย ภาษี หรือการหย่าร้าง หรือเหตุอื่น ๆ

บริการที่ 3 คือ บริการที่ช่วยแต่ละครอบครัววางโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน อย่างทรัพย์สินในรูป “กงสี” ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน ธุรกิจต่าง ๆ หรือพอร์ตการลงทุนของกงสี โดยช่วยดูว่ารูปแบบไหน จะตอบโจทย์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด บริการที่ 4 คือ บริการส่งต่อทรัพย์สิน การช่วยแต่ละครอบครัววางแผนส่งต่อทรัพย์สิน

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญที่สุดก็คือ 1.ทำอย่างไรก็ได้ให้พี่น้องไม่ทะเลาะกัน 2.การส่งต่อทรัพย์สินหรือธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่สะดุด ติดขัด แล้วก็ 3.อาจจะเป็นการวางแผนภาษีต่าง ๆ เช่น ภาษีมรดก เป็นต้น”

บริการที่ 5 คือ การทำสาธารณกุศล สำหรับครอบครัวใดที่ต้องการตั้งมูลนิธิ หรือมีความประสงค์ที่จะบริจาค เรื่องพวกนี้ แบงก์ก็จะช่วยให้คำแนะนำ ตั้งแต่เรื่องการลงทุน ทำอย่างไรให้เงินที่ทางบ้านวางกรอบไว้สำหรับทำสาธารณกุศลมีเพียงพอและยั่งยืน หรือว่าบ้านไหนต้องการจะจัดตั้งองค์กรสาธารณกุศล ไม่ว่าจะเป็นสมาคมหรือมูลนิธิ แบงก์ก็จะให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย รวมถึงการลงทุนด้วย

บริการที่ 6 คือ การจัดตั้งสำนักงานครอบครัว เพื่อบริหารจัดการเรื่องที่เป็นกิจธุระในครอบครัว ที่ไม่ใช่เรื่องธุรกิจ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่น ครอบครัวที่มีทรัพย์สินมาก และมีสมาชิกครอบครัวหลายคน ซึ่งจะต้องมีการเก็บพวกเอกสารโฉนดต่าง ๆ จำนวนมาก แล้วก็ต้องจัดการติดต่อหน่วยงานต่าง ๆ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

“บ้านที่เขามีสมาชิกเยอะ ๆ มีทรัพย์สินเยอะ ๆ เขาจะลงทุนตั้งสำนักงานครอบครัว เพื่อบริหารจัดการเรื่องพวกนี้ ขณะเดียวกันก็มีหลาย ๆ ครอบครัวที่จะต้องมีเรื่องเหล่านี้ แต่ไม่ได้ต้องทำเป็นประจำ KBank Private Banking ก็เลยมีบริการเป็นสำนักงานครอบครัวในบางเรื่อง เช่น ลูกค้าท่านไหน บอกว่าอาทิตย์หน้าจะต้องไปรังวัดที่ดิน ก็สามารถติดต่อเรามาได้ เพื่อให้คนของเราไปทำแทน”

แก้ปมขัดแย้ง-สัญชาติ

“พีระพัฒน์” กล่าวว่า ส่วนบริการที่ 7 บริการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เป็นบริการใหม่ที่เริ่มเปิดตัวทางการในเดือน ก.ค.นี้ โดยต่อยอดมาจากบริการที่ 1 ซึ่งบริการนี้จะมีการดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เข้ามา ทั้งนักจิตวิทยาและนักกฎหมาย เพื่อเข้ามาช่วยพูดคุยถึงปัญหาและให้ข้อมูลทางด้านกฎหมาย รวมถึงทางออกร่วมกัน เงื่อนไขมีอะไรบ้าง เพื่อให้คู่กรณีตัดสินใจ โดยแบงก์เป็นตัวช่วยบริหารจัดการภาพรวม ซึ่งค่าใช้จ่ายจะเป็นแพ็กเกจ เฉลี่ยอยู่ที่ราว 4-5 แสนบาท

แล้วก็กำลังจะมีบริการเรื่องการช่วยแต่ละครอบครัวจัดการเรื่องของสัญชาติ เนื่องจากตอนนี้มีลูกหลานของคนไทยไปเรียนหนังสือต่างประเทศค่อนข้างมาก และคนไทยหลาย ๆ คน ก็ไปลงทุนในต่างประเทศหรือทำธุรกิจในต่างประเทศ

“เป็นเรื่องธรรมดามากที่หลายคนจะอยากมีสัญชาติอื่น ๆ เพื่อความสะดวก ฉะนั้นเราจะมีทีมในการช่วยเหลือตรงนี้ ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องของการถือสัญชาติอื่น ๆ นอกจากสัญชาติไทยแล้ว ก็รวมถึงคนที่อยากจะสละสัญชาติ หรือว่าอยากจะขอเปลี่ยนสัญชาติด้วย”

บริหารภาษีที่ดิน/มรดก ลดภาระ

สำหรับบริการที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการภาษีที่ดินนั้น “พีระพัฒน์” กล่าวว่า ทุกเรื่องที่แบงก์แนะนำ จะเป็นไปตามกฎหมาย โดยจะให้ทางเลือกกับลูกค้า ว่าการจัดการภาษีที่ดิน ควรทำอย่างไร จึงจะลดภาระภาษี มีวิธีการอย่างไรบ้าง

และในส่วนของภาษีมรดก ก็จะช่วยมองว่าการจัดการมรดก มีรูปแบบและวิธีการอย่างไรบ้าง ซึ่งมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่การทยอยให้ การใช้พินัยกรรม หรือเรื่องของการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เช่น ประกันชีวิต เป็นต้น โดยจะผนวกเข้ากับเรื่องของการลงทุนด้วย

“เราจะทำ 2 ภาพหลัก ๆ ก็คือ เรื่องแรก ลูกค้าจะต้องเห็นก่อนว่า ที่ดินที่ตัวเองถือ มีภาระค่าใช้จ่ายอย่างไร เรามีระบบที่กสิกรไทยพัฒนาขึ้นมา เรียกว่า “landometer” นำข้อมูลที่ดินของลูกค้ามาคำนวณว่า แปลงขนาดนี้ มูลค่าเท่านี้ ตามราคาประเมินราชการ การใช้ที่ดินเป็นรูปแบบนี้ แต่ละบ้านจะมีภาระค่าใช้จ่าย ปีปีหนึ่งต้องเสียภาษีที่ดินเท่าไหร่ เราจะคำนวณให้หมดเลย”

จากนั้นเมื่อลูกค้าได้รับใบเรียกเก็บภาษีมา แบงก์จะส่งข้อมูลให้เปรียบเทียบว่าภาษีที่ถูกประเมิน ตรงกับที่แบงก์คำนวณให้หรือไม่ และอีกส่วนคือ จะช่วยคาดการณ์ว่าในอนาคต เมื่อราคาประเมินขยับขึ้นทุก ๆ 4 ปี แล้วหากการใช้ที่ดินยังเป็นในลักษณะแบบเดิมอยู่ ในอีก 25 ปีข้างหน้า ลูกค้าจะต้องเตรียมเงินไว้เสียภาษีที่ดินเป็นจำนวนเท่าใดในแต่ละปี

ต่อมาเรื่องที่สอง ก็คือในกระบวนการ “landometer” จะช่วยทำให้ลูกค้ารู้ว่าศักยภาพของที่ดินของเขาสามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง ซึ่งแบงก์จะแนะนำเรื่องผังเมือง ว่าที่ดินที่ตั้งอยู่เป็นสีอะไร เช่น สีเขียว ทำได้แต่เกษตรอย่างเดียว, สีชมพูหรือสีอื่น รวมถึงเรื่องข้อบังคับของพื้นที่นั้น ๆ เช่น เทศบัญญัติ เป็นต้น โดยแบงก์จะช่วยให้ลูกค้าสามารถทำโมเดลขึ้นมาได้ว่า ถ้าจะต้องสร้างอาคารสักหลังหนึ่ง จะสามารถสร้างอาคารเต็มบนพื้นที่ได้ขนาดเท่าไหร่

“ในทีมบริหารสินทรัพย์ครอบครัว เรามีทีม real estate อยู่ด้วย ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านอสังหาริมทรัพย์ จะช่วยลูกค้าทำการบ้านเลยว่า ในพื้นที่รอบ ๆ ที่ดินของลูกค้า มีศักยภาพทำอะไร และจะกลายเป็น report ออกมาว่าที่ดินแปลงนี้ ลูกค้าเหมาะกับการเอาไปทำอะไรได้บ้าง เพราะหลาย ๆ บ้าน เขาต้องการจะต่อยอดธุรกิจ ก็ต้องใช้ข้อมูลตรงนี้”

“ระหว่างที่ถือที่ดินอยู่ การทำเกษตรก็เป็นต้นทุนที่ถูกที่สุด และที่ผ่านมา ทีม real estate ก็มีการไปหาพันธมิตรทางธุรกิจที่สนใจอยากจะเช่าที่ดินของครอบครัวที่เราดูแล เพื่อที่จะไปทำเกษตร มันก็จะวิน ๆ ทั้งประหยัดภาษี ในขณะเดียวกันพันธมิตรทางธุรกิจ ก็อาจจะเสียค่าเช่าที่ดินที่ถูกหน่อย ก็สามารถทำธุรกิจต่อยอดได้”

นอกจากนี้ หากลูกค้าไม่ใช้ด้านการเกษตร ก็ยังสามารถนำที่ดินดังกล่าวมาวางเป็นหลักประกันกับธนาคาร แล้วนำเงินไปลงทุนตามความเสี่ยงก็ได้ ซึ่งเงินที่ได้เป็นผลตอบแทนกลับมา แต่ละปี ก็จะเอามาจ่ายดอกเบี้ยและส่วนที่เป็นส่วนต่าง ลูกค้าก็สามารถนำไปจ่ายภาษีที่ดิน หรือจะเอาไปทำอย่างอื่นก็ได้ ตรงนี้จะอยู่ในส่วน “land loan for investment”


เรียกได้ว่าตอบโจทย์บริหารความมั่งคั่งอย่างครอบคลุมเลยทีเดียว