ติดอาวุธ “รายย่อย” ลงทุน SET คิด-วิเคราะห์-แยกแยะ หุ้นไหนควรหลีก

ลงทุน SET

ตลาดหุ้นไทย มีเรื่องราวมากมายในช่วงที่ผ่านมา หลายเรื่องก็สร้างความกังวลใจให้กับนักลงทุนไม่น้อย โดยเฉพาะรายย่อย ที่หลายคนอาจจะรู้ไม่เท่าทัน หรือแห่ตามคนอื่นเข้าไปลงทุน จนเกิดความเสียหาย กลายเป็น “แมงเม่า” ที่ได้ยินกันอยู่ทั่วไป

ดังนั้น การ up skills หรือ “ติดอาวุธ” ด้านการลงทุน จึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพิ่งจัดงาน SET in the City 2023 “Workshop The Series” ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

วิเคราะห์ “หุ้นรายตัว” ให้เป็น

โดยหนึ่งในวิทยากรที่มาให้ความรู้ “สุนทร ทองทิพย์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หัวใจหลักก่อนเลือกตัดสินใจลงทุน (business model) นั้น นักลงทุนสามารถเริ่มได้จากวิธีการดูหุ้นรายตัว

ซึ่งไม่ใช่แค่ซื้อมาขายไป แต่ต้องวิเคราะห์หุ้นด้วย และต้องติดตามความคืบหน้าของหุ้นที่เลือกลงทุน นอกจากนี้ยังต้องมีการศึกษาให้เข้าใจในแผนการลงทุนที่วางไว้ หามูลค่าที่เหมาะสมและควรถือลงทุนในระยะยาว

ทั้งนี้ การวิเคราะห์หุ้นนั้น สิ่งที่ควรศึกษา คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของแต่ละบริษัท จากนั้นก็เฝ้าสังเกตการณ์ หากไม่เป็นไปตามแผนที่ตั้งไว้ก็ต้องมาปรับ โดยสิ่งที่ต้องติดตามคือ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อพื้นฐานกิจการ (กำไรต่อหุ้น)

ทั้งเศรษฐกิจ สังคม พฤติกรรม การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม เทคโนโลยี เป็นต้น รวมถึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตัวคูณ (ความถูกและแพง) ของหุ้น หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการซื้อขาย นำสิ่งที่วิเคราะห์มาทำเป็นแผนการลงทุนว่าจะซื้อหุ้นเมื่อไหร่ จะถือไปนานแค่ไหน และพร้อมที่จะขายเมื่อไหร่

“เชื่อว่าหลักการที่ง่ายของการลงทุน ที่จะเลือกหุ้นนั้น ถือเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ มีตั้งอยู่และดับไปเป็นวัฏจักรปกติ เพียงแต่ว่าไซเคิลหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากัน บางตัวสั้น บางตัวยาว หากเข้าใจลักษณะสามัญของหุ้น เราก็จะสามารถลงทุนได้ดี”

ซึ่งหุ้นจะแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ 1.หุ้นวัฏจักร ที่ผลการดำเนินงานของธุรกิจมีความผันผวนขึ้นลงตามภาวะเศรษฐกิจอย่างสม่ำเสมอ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ที่ต้องปรับเปลี่ยนราคาสินค้าตามราคาตลาด ทำให้อัตราทำกำไรค่อนข้างเหวี่ยง เช่น สินค้าเกษตร พลังงาน ปิโตรเคมี เดินเรือ โภคภัณฑ์ เป็นต้น

รวมถึงธุรกิจที่อิงกับวัฏจักรเศรษฐกิจสูง เช่น อสังหาฯ นิคมอุตสาหกรรม ธนาคารพาณิชย์ การเงิน เป็นต้น และธุรกิจที่คาดการณ์ผลประกอบการยาก เช่น ประกัน เป็นต้น

2.หุ้นทั่วไป เป็นหุ้นที่มีความสามารถในการตั้งราคา มีการแข่งขันในอุตสาหกรรม (กึ่งแข่งขัน กึ่งผูกขาด, ผู้ขายน้อยราย, ผูกขาด)

“นอกจากต้องดูการทำกำไรของหุ้นแล้ว ยังต้องดูค่า P/E (Price to Earnings Ratio) ซึ่งเป็นความถูกและแพงของหุ้นแต่ละตัวด้วย โดยหุ้นที่มีคุณภาพสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ก็ควรที่จะมีค่า P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ยของ SET” สุนทรกล่าว

หุ้นที่ควรหลีกให้ไกล

ขณะที่ “ทรงกลด วงศ์ไชย” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวในหัวข้อ “เปิดสัญญาณอันตราย เตือนภัยหุ้นแบบไหนควรหลีก” ว่า หุ้นที่ควรเลี่ยงนั้น นักลงทุนสามารถดูได้จาก

1.หุ้นที่ถูกตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขึ้นเครื่องหมาย NP (Notice Pending) ที่แสดงว่าบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้นมีข้อมูลที่ต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท และขึ้นเครื่องหมาย SP (Trading Suspension) ห้ามซื้อขายหลักทรัพย์

จับสัญญาณธุรกิจเสี่ยงล้ม

ขณะเดียวกันก็ควรหลีกเลี่ยงธุรกิจที่เป็น “โดมิโนเอฟเฟ็กต์” จากอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยง เป็นธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกัน เพราะหากธุรกิจหนึ่งล้ม ก็จะพาธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรง ทางอ้อม ล้มไปด้วย เหมือนตอนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540

2.ธุรกิจที่มีความเสี่ยงทางการเงิน (financial risks) โดยนักลงทุนควรวิเคราะห์งบการเงินบริษัทที่จะลงทุน ทั้งสภาพคล่องทางการเงิน การชำระหนี้ ฐานะทางการเงิน การถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบติดต่อกัน การหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ ผู้ตรวจบัญชีไม่แสดงความคิดเห็นต่อรายงานงบการเงินบริษัท การตกแต่งบัญชี เป็นต้น

3.ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ (operating risks) โดยเป็นความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร หากมีความผิดพลาดอาจจะส่งผลให้บริษัทเกิดปัญหาได้ อาทิ การสร้างโรงงานไม่ได้มาตรฐาน ใกล้แหล่งชุมชน ขาดความยืดหยุ่นในการผลิต มีกระบวนการผลิตซับซ้อน เครื่องจักรล้าสมัย กระบวนการผลิตสร้างมลพิษและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

4.ธุรกิจที่มีความเสี่ยงจากตลาด (marketing risks) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ราคาหรือผลตอบแทนปรับตัวขึ้นลง โดยดูได้จากการที่ภาวะตลาดมีการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง มีความเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยน การเข้าสู่ตลาดที่มีความเสี่ยงสูง การพึ่งพาลูกค้ารายเดียว เป็นต้น

5.ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (strategic risk) เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการไม่สามารถดำเนินธุรกิจตามแผนธุรกิจ หรือกลยุทธ์ที่บริษัทได้กำหนดไว้ อาทิ การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงสูง ลงทุนในธุรกิจไม่ถนัด โดยผู้ลงทุนควรลงทุนในบริษัทที่มี ESG หรือแนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับองค์กร

6.ศึกษาผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) ซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งการเปลี่ยนเจ้าของกิจการ เจ้าของถูกฟ้องร้อง การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น มีการทุจริตภายในบริษัท มีการครอบงำกิจการ (takeover) เป็นต้น


“บริษัทที่ลดความเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ได้ จึงจะถือได้ว่าเป็นบริษัทที่มีคุณภาพ เราจึงควรมองหาหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะลงทุนให้เกิดความยั่งยืนกับพอร์ตการลงทุนของเราในอนาคต” ทรงกลดกล่าว