JKN ขอเลื่อนชี้แจง-ส่งข้อมูลเพิ่มเติมงบการเงินไตรมาส 3 ปี66 อีก 14 วัน

JKN

บอร์ด JKN แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเลื่อนชี้แจง-ส่งข้อมูลเพิ่มเติมงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2566 ออกไปอีก 14 วัน เป็น 22 ธ.ค.นี้

วันที่ 7 ธันวาคม 2566 นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า

ตามหนังสือตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้แจ้งให้บริษัท ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2566 เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับทราบข้อมูลสำคัญสำหรับประกอบการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ของบริษัทในประเด็นต่าง ๆ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 14/2566 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 มีความเห็นในการชี้แจงเบื้องต้น ดังนี้

1) การประเมินด้อยค่าสินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการประเมินซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินทรัพย์และฐานะการเงินของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ปัจจัยที่ใช้พิจารณาการด้อยค่าสินทรัพย์ สถานะการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ ความเห็นของฝ่ายจัดการต่อการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์และประเมินผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท เป็นต้น นั้น บริษัท ขอเรียนว่า

เนื่องจากในการประเมินมูลค่าทรัพย์สินจะดำเนินการโดยผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินอิสระตามมาตรฐานการจัดทำบัญชี PAE (TFRS 9) ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการประสานงานกับบริษัทผู้ประเมิน

ในขณะที่การประเมินด้อยค่าทรัพย์สินดังกล่าวในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ที่ผ่านมา ดำเนินการโดยผู้สอบบัญชีของบริษัท ตามมาตรฐานการสอบทานทางบัญชี ซึ่งภายหลังจากได้รับแจ้งจากตลาดหลักทรัพย์ฯ บริษัทได้ติดต่อประสานกับผู้สอบบัญชีเพื่อให้ดำเนินการจัดส่งข้อมูลให้แก่บริษัท

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดส่งข้อมูลจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ซึ่งบริษัทจะรวบรวมจัดส่งไปพร้อมกับความเห็นของฝ่ายจัดการต่อการปรับปรุงมูลค่าสินทรัพย์และประเมินผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัท

(2) แผนการขายเงินลงทุนในบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด (บริษัทย่อย 60%) ซึ่งมีค่าความนิยม 40 ล้านบาท โดยราคาขายกำหนดต่ำกว่าราคาซื้อ 27% และการมีเงินให้กู้ยืมคงค้าง 42.4 ล้านบาท เช่น เหตุผลในการขายเงินลงทุน เกณฑ์การกำหนดราคาขาย รายละเอียดผู้จะซื้อ ความคืบหน้าการพิจารณาแผนการขาย MNB ฯลฯ นั้น บริษัท ขอเรียนว่า

เหตุผลหลักที่ทำให้ต้องขายเงินลงทุนในบริษัท เอ็มเอ็น เบฟเวอเรจ จำกัด เนื่องจากผู้ร่วมทุนรายเดิม คือ “กลุ่ม MN Auto Team” ซึ่งมีความชำนาญในการประกอบธุรกิจโรงงานผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบบรรจุขวด และให้บริการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ได้มีการขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด (ร้อยละ 40) ออกไปให้กับบริษัท ทีซีจี โซเชียลมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (TCG)

อีกทั้งโรงงานผลิตตั้งอยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งอยู่ห่างไกลจากสำนักงานของบริษัทอย่างมาก ทำให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความยากลำบาก จึงได้เสนอให้ TCG ซื้อหุ้นทั้งหมดที่บริษัทถืออยู่ทั้งหมด (ร้อยละ 60)

อนึ่ง บริษัทมีความประสงค์จะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบถึงข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ถือหุ้นรับทราบถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่เนื่องจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเกณฑ์การกำหนดราคาขายรายละเอียดผู้จะซื้อ รวมตลอดถึงความคืบหน้าการพิจารณาแผนการขาย MNB บริษัทจำเป็นต้องรวบรวมจากหลายส่วนงานภายในบริษัท และจากผู้ประเมินราคาซื้อขายซึ่งเป็นที่ปรึกษาและเป็นบุคคลภายนอก ทำให้ไม่สามารถรวบรวมข้อมูลและส่งมอบให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทันภายในเวลาที่กำหนด

นอกจากนี้ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานะการประกอบธุรกิจและผลการดำเนินงานของ MNB ในปัจจุบัน การจ่ายชำระดอกเบี้ยที่ผ่านมา และการประเมินความสามารถในการชำระคืนเงินต้นนั้น แม้ว่า MNB จะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แต่ข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ชี้แจงดังกล่าว

บริษัทจำเป็นต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ของ MNB จัดเตรียมและส่งมอบให้แก่บริษัทเพื่อนำมาสรุปก่อนการชี้แจงและส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งขณะนี้ MNB อยู่ระหว่างการจัดเตรียมข้อมูล ซึ่งจากการประสานด้วยวาจาคาดว่าจะสามารถส่งให้แก่บริษัทได้ภายใน 7-10 วัน นับแต่วันที่ 4 ธันวาคม 2566

ส่วนการอธิบายถึงสาเหตุที่การแจ้งมติคณะกรรมการเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ว่า บริษัทไม่มีภาระค้ำประกัน และหนี้คงค้างกับ MNB ซึ่งแตกต่างจากข้อมูลที่ปรากฎในหมายเหตุงบการเงิน ข้อ 5 ว่า มีเงินให้กู้ยืมคงค้างแก่ MNB 42.4 ล้านบาท นั้น

เนื่องจาก ตามที่บริษัทชี้แจงว่า “บริษัทไม่มีภาระค้ำประกันและภาระอื่น ๆ รวมถึงหนี้ค้างชำระใด ๆ กับ MNB” นั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีข้อแตกต่างกับงบการเงินที่จัดทำโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต สรุปได้ว่า MNB มีสถานะเป็นลูกหนี้ของบริษัทตามจำนวนดังกล่าว โดยบริษัทไม่ได้มีภาระหนี้สินคงค้างกับ MNB

(3) การดำเนินการต่อกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มียอดซื้อลิขสิทธิ์รวม 99% ของรายได้ค่าสิทธิในงวด 9 เดือน ปี 2566 โดยลูกค้ากลุ่มนี้มียอดคงค้างชำระ 97% ของลูกหนี้การค้าคงค้าง เช่น รายละเอียดลูกหนี้การค้า ระยะเวลาค้างชำระ หลักเกณฑ์ในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ ผลการดำเนินงาน ฐานะการเงินของลูกหนี้ ความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบ และความเหมาะสมของนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เป็นต้น นั้น บริษัท ขอเรียนว่า บริษัทมีข้อมูลรายละเอียดลูกหนี้การค้าและ ระยะเวลาค้างชำระของลูกหนี้ทุกราย แต่จำเป็นต้องสรุปข้อมูลเพื่อให้ง่ายต่อการตรวจพิจารณาของตลาดหลักทรัพย์และผู้ถือหุ้น

ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดเรื่องนี้เอาไว้พร้อมจัดเตรียมเพื่อส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของลูกหนี้ บริษัทมีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวให้เป็นปัจจุบันก่อนที่จะแจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ทราบ ซึ่งขณะนี้ผู้บริหารของบริษัทได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวของลูกหนี้แล้วอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ

ส่วนในเรื่องของความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบต่อนโยบายการให้เครดิตแก่ลูกค้า นโยบายการติดตามหนี้ การติดตามให้บริษัทปฏิบัติตามนโยบาย และความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบต่อมาตรการดูแลความเสี่ยงในการเรียกเก็บหนี้จากลูกค้า และความเหมาะสมของนโยบายการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ นั้น เนื่องจากเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา กรรมการตรวจสอบชุดเดิมของบริษัทได้มีการลาออกไปจำนวน 2 คน ซึ่งบริษัทเพิ่งจะมีการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบแทนตำแหน่งที่ว่างลง ขณะนี้อยู่ระหว่างที่กรรมการตรวจสอบชุดใหม่ตรวจสอบข้อมูลในเรื่องดังกล่าว จากนั้นจึงจะสามารถให้ความเห็นได้

ในส่วนของสาเหตุที่ลูกหนี้การค้าค้างนานและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การดำเนินการติดตามทวงถามการชำระเงินของลูกหนี้ และแผนการเรียกเก็บหนี้ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการชำระหนี้ นั้น เนื่องจากการค้างจ่ายหนี้ของลูกหนี้แต่ละรายมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน จำเป็นที่บริษัทจะต้องรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริง แล้วจัดทำสรุปข้อมูลส่วนนี้ให้ชัดเจนเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ผู้ถือหุ้น ซึ่งไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ได้

ส่วนในเรื่องนโยบายเกี่ยวกับการตั้งค่เผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ความเพียงพอของค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญดังกล่าว และการตัดหนี้สูญ บริษัทมีช้อมูลเหล่านี้เรียบร้อยแล้ว และจะจัดส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์พร้อมกับเอกสารรายการอื่น ๆ ในลำดับถัดไป

(4) การจ่ายคืนเงินกู้ยืมกรรมการที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย 300 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 และการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ปี 2566 รวม 2,524 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระคืนหนี้หุ้นกู้ตามกำหนดซึ่งไม่ได้ชำระจนเป็นเหตุให้ผิดนัดหนี้ทั้งหมด บริษัทขอเรียนว่า

ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบเพื่อทราบสาเหตุที่มีการจ่ายคืนเงินกู้ยืมกรรมการที่ไม่มีภาระดอกเบี้ย 300 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 2 ปี 2566 และตรวจสอบแผนจัดหาแหล่งเงินทุนและบริหารสภาพคล่องในระยะที่ผ่านมา ตลอดจนตรวจสอบความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบและกรรมการอิสระเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจัดการทางการเงินที่ผ่านมาว่า ได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังโดยยึดประโยชน์สูงสุดของบริษัท ผู้ถือหุ้น และผู้ที่เกี่ยวช้องทุกรายแล้วหรือไม่

ซึ่งจะจัดส่งให้ตลาดหลักทรัพย์พร้อมกับรายละเอียดของเงินกู้ยืมกรรมการ ได้แก่ รายชื่อผู้ให้กู้ จำนวนเงิน วัตถุประสงค์ แลระยะเวลากู้ยืม และรายละเอียดของเงินกู้ระยะสั้นจากกิจการอื่น 180 ล้านบาท ที่ปรากฏในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ได้แก่ รายชื่อผู้ให้กั วัตถุประสงค์ จำนวนเงิน อัตราดอกเบี้ย และเงื่อนไขการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย ซึ่งจะเปิดเผยข้อมูลในลำดับถัดไป

บริษัทขอเรียนว่า ข้อมูลดังกล่าวข้างต้นเป็นข้อมูลที่มีรายละเอียดจำนวนมากและเกี่ยวข้องกับหลายส่วนงานภายในของบริษัท ส่วนข้อมูลด้านบัญชีจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่บัญชีของบริษัทเพื่อประสานกับผู้สอบบัญชีของบริษัทเพื่อจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าว

ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลก่อนการชี้แจงเพิ่มเติมต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อป้องกันความผิดพลาดหรือบกพร่องของข้อมูล ประกอบกับในช่วงรอยต่อระหว่างปลายเดือนพฤศจิกายน ถึงต้นเดือนธันวาคม 2566 มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน ทำให้บริษัทไม่อาจชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2566 ส่งให้แก่ตลาดหลักทรัพย์และเผยแพร่ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 8 ธันวาคม 2566 ได้


ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเวลาชี้แจงและส่งข้อมูลเพิ่มเติมงบการเงินไตรมาส 3 ปี 2566 ให้แก่ตลาดหลักทรัพย์ฯ และเผยแพร่ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกไปอีก 14 วัน นับถัดจากวันครบกำหนดเดิม ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 22 ธันวาคม 2566