ค่าเงินเยนแข็งค่าแตะจุดสูงสุดในรอบ 4 เดือน

เงินเยน

ค่าเงินเยนแข็งค่าแตะจุดสูงสุดในรอบ 4 เดือน หลัง BOJ ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับนโยบายการเงินเร็ว ๆ นี้

วันที่ 8 ธันวาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 4-8 ธันวาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (4/12) ที่ระดับ 34.78/80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/12) ที่ระดับ 35.03/05 ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ประจำเดือนตุลาคมของสหรัฐ ชะลอตัวจากเดือนก่อนหน้า

โดยในวันศุกร์ (1/12) สถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) ของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐเดือนพฤศจิกายนทรงตัวที่ระดับ 46.7 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 47.6 โดยดัชนียังคงปรับตัวต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงสภาวะหดตัวของภาคการผลิตสหรัฐ และเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 13 อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าเทียบกับค่าเงินสกุลหลักในวันอังคาร (5/12) หลังจากได้รับแรงหนุนจากข้อมูลภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง

โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 52.7 ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 51.8 ในเดือนตุลาคม และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52 รายงานระบุว่า ภาคบริการของสหรัฐปรับตัวขึ้นในเดือนพฤศจิกายน เนื่องจากกิจกรรมทางธุรกิจเพิ่มขึ้น แม้ว่าคำสั่งซื้อใหม่จะยังคงทรงตัวก็ตาม อีกทั้ง เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 50.8 ในเดือนพฤศจิกายน จากระดับ 50.6 ในเดือนตุลาคม และเท่ากับตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 50.8

อย่างไรก็ตามสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานลดลง 617,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 8.733 ล้านตำแหน่ง ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2564 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 9.300 ล้านตำแหน่ง โดยตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจ โดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยของเฟด

นอกจากนี้ สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนที่ต่ำกว่าคาด โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 103,000 ตำแหน่ง ในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 128,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 106,000 ตำแหน่ง ในเดือน ต.ค. ข้อมูลดังกล่าวเป็นหลักฐานล่าสุดที่บ่งชี้ว่าตลาดแรงงานของสหรัฐเริ่มคลายความร้อนแรง หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 617,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 8.733 ล้านตำแหน่ง ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 9.300 ล้านตำแหน่ง

ทั้งนี้ นักลงทุนจับตาการรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์ (8/12) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรจะเพิ่มขึ้น 180,000 ตำแหน่ง ในเดือน พ.ย. หลังจากเพิ่มขึ้นเพียง 150,000 ตำแหน่ง ในเดือน ต.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.9%

ขณะที่นักลงทุนกำลังจับตาทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเจ้าหน้าที่เฟดเริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 12-13 ธันวาคมนี้ โดยนักลงทุนให้น้ำหนักเกือบ 100% ในการคาดการณ์ว่า เฟดจะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์หน้า ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในการประชุมเดือนมีนาคม 2567

สำหรับปัจจัยในประเทศ กระทรวงพาณิชย์เผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ในเดือน พ.ย.ปรับตัวลดลงมากกว่าคาด โดยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปลดลง 0.44% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่คาดว่าจะลดลง 0.30% ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารสดและพลังงานในเดือน พ.ย. เพิ่มขึ้น 0.58% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.60%

ทั้งนี้ เงินเฟ้อทั่วไปของไทยในเดือน พ.ย. ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เงินเฟ้อต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน โดยมีปัจจัยมาจากมาตรการลดค่าครองชีพด้านพลังงานของภาครัฐ นอกจากนี้แล้วการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวผันผวนในช่วงนี้ ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.67-35.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศกร์ (8/12) ที่ระดับ 35.36/38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (4/12) ที่ระดับ 1.0881/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/12) ที่ระดับ 1.0901/02 โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของยูโรโซน ซึ่งจัดทำโดยธนาคารฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (Hamburg Commercial Bank : HCOB) อยู่ที่ระดับ 44.2 ในเดือนพฤศจิกายน ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 43.1

อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวยังคงต่ำกว่าระดับ 50.0 โดย HCOB ระบุว่า การปรับตัวดียังคงถือว่าเล็กน้อย และอาจเร็วเกินกว่าที่จะสรุปว่าเป็นแนวโน้มขาขึ้นสำหรับเยอรมนี ดัชนี PMI เดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ระดับ 42.6 สูงกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 42.3 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 50.0 เช่นเดียวกัน มีการเปิดเผยตัวเลขยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนตุลาคมของเยอรมนี หดตัวลงอยู่ที่ระดับ 0.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่าจะขยายตัวที่ระดับ 0.2% และต่ำกว่าเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัวที่ระดับ 0.7% อีกทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีลดลงเกินคาด 3.7% เมื่อเทียบรายเดือนในเดือน ก.ค.ได้ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในปีหน้า

ทั้งนี้ ตลาดคาดการณ์ว่า มีโอกาสราว 85% ECB จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในการประชุมวันที่ 7 มี.ค. 2024 และคาดว่า ECB อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงรวมกันเกือบ 1.50% ก่อนสิ้นปี 2024 ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0754-1.0894 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/12) ที่ระดับ 1.0784/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ วันนี้ (4/12) ที่ระดับ 146.29/30 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (1/12) ที่ระดับ 147.89/93 ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ

นอกจากนี้ค่าเงินเยนได้รับแรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจจะยุตินโยบายอัตราดอกเบี้ยติดลบในปีหน้า หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่สูงกว่าระดับเป้าหมายที่บีโอเจตั้งไว้ที่ 2% มาเป็นเวลานานกว่า 1 ปีแล้ว ทั้งนี้ ตลาดมองว่าการแสดงความเห็นดังกล่าวของผู้ว่าการ BOJ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า BOJ จะยุติการใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินเป็นพิเศษ (ultra-loose monetary policy) ในเร็ว ๆ นี้


และส่งผลให้ค่าเงินเยนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 141.70-147.50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (8/12) ที่ระดับ 143.75/78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ