เศรษฐา แจงงบฯ 67 ลั่นรัฐบาลจำเป็นเร่งด่วนต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น

เศรษฐา ทวีสิน
เศรษฐา ทวีสิน

นายกฯ ชี้แจงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2567 ห่วงเศรษฐกิจโตต่ำลง-หั่นประมาณการต่อเนื่อง ขณะที่สภาพัฒน์คาดปีนี้โตแค่ 2.7-3.7% ลั่นรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งกระตุ้นในระยะสั้นเพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

วันที่ 3 มกราคม 2567 นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ว่าสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ประเมินเศรษฐกิจในปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 2.7-3.7% ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของภาคการส่งออก การอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงจากการลดลงของแรงขับเคลื่อนด้านการคลัง ภาระหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจยังอยู่ในระดับสูง ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งต่อผลผลิตภาคการเกษตร ความเสี่ยงจากการชะลอตัวมากกว่าที่คาดการณ์ของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก ท่ามกลางความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่อยู่ในเกณฑ์สูง

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2567 อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วง 1.7-2.7% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 1.5% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

“ตัวเลขการประเมินข้างต้นอาจถูกกระทบโดยปัจจัยที่คาดไม่ถึงในอนาคต เช่น ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ ราคาพลังงานที่ผันผวน การเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ ๆ และปัจจัยอื่น ๆ ในอนาคต”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการปรับลดเป้าหมายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา จนลงมาเหลือโต 2.5% ในปี 2566 นั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังสูญเสียความสามารถในการเจริญเติบโต ซึ่งเกิดมาจากปัจจัย ทั้งผลกระทบจากพิษโควิด-19 การลงทุนภาคเอกชนที่ลดลง การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สูงขึ้น เป็นต้น


“เศรษฐกิจจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ เนื่องจากประชาชนจำนวนมากได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องพลิกฟื้นเศรษฐกิจในระยะสั้น โดยเริ่มจากการสร้างอุปสงค์ในกลุ่มเป้าหมายของนโยบาย นำไปสู่การผลิตสินค้าที่จะต้องมีการลงทุนในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อขยายการผลิต ก่อให้เกิดการขยายอุปทาน มีการพัฒนาขีดความสามารถในภาคอุตสาหกรรม ยกระดับการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน มีการใช้เทคโนโลยีที่ดีขึ้นทั้งประเทศ”