ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาเลือกตั้งไต้หวัน

เงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาเลือกตั้งไต้หวัน 

วันที่ 12 มกราคม 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 8-12 มกราคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (08/01) บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (05/01) ที่ระดับ 34.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐที่แข็งแกร่ง หลังกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (05/01)

โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 216,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 170,000 ตำแหน่ง และเพิ่มขึ้นจากระดับ 173,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.7% ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.8% ขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานซึ่งนับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ เพิ่มขึ้น 4.1% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.9%

และเมื่อเทียบรายเดือน ค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 0.4% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% อย่างไรก็ดีในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หลังนางมิเชล โบว์แมน สมาชิกเฟด กล่าวว่า วงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มสิ้นสุดลงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยหากเงินเฟ้อปรับตัวลงต่อไปเข้าสู่เป้าหมายของเฟดที่ระดับ 2%

อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มกระบวนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมถึงเมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา (10/1) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐ ปรับตัวลดลง 2.0% สู่ 6.32 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนพฤศจิกายน จาก 6.45 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ที่ 6.50 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยยอดส่งออกของสหรัฐร่วงลง 1.9% สู่ 2.537 แสนล้านดอลลาร์

ส่วนยอดนำเข้าของสหรัฐร่วงลง 1.9% สู่ 3.169 แสนล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ธนาคารโลกเผยรายงาน “แนวโน้มเศรษฐกิจโลก” โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 2.4% ในปีนี้ นับเป็นการชะลอตัวติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ก่อนที่จะขยายตัว 2.7% ในปีหน้า รายงานระบุว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถปรับตัวอย่างยืดหยุ่นในปีที่แล้ว

ท่ามกลางความเสี่ยงในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย แต่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยท้าทายในระยะใกล้ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศส่วนใหญ่ชะลอตัวในปีนี้และปีหน้าเมื่อเทียบกับในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยคาดว่าจะมีการขยายตัวเพียง 3.9% ในปีนี้ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามากกว่า 1%

โดยในช่วงปลายสัปดาห์กระทรวงแรงงานสหรัฐได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ประจำเดือนธันวาคม โดย Headline CPi ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนธันวาคมสูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 3.2% ซึ่งยังสนับสนุนถึงมุมมองในการคงดอกเบี้ยของเฟด ที่ระดับสูงต่อไป

สำหรับปัจจัยในประเทศนักลงทุนให้ความสนใจประเด็นความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่างผู้กำหนดนโยบายการเงินและผู้กำหนดนโยบายการคลัง ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในระดับสูงสวนทางกับทิศทางเงินเฟ้อภายในประเทศที่ต่ำ ซึ่งทั้งสองได้มีการหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ แต่ก่อนหน้านั้นในช่วงเที่ยงมีรายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่ามีการเตรียมจัดงาน BOT Policy Briefing วันที่ 15 มกราคม ในหัวข้อเปิดแนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ

โดยนายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงินและเลขาคณะกรรมการนโยบายการเงิน, นางสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน และนายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตลาดการเงิน โดยแหล่งข่าวจาก ธปท.ชี้แจงว่า เป็นการเปิดแนวคิดนโยบายแบงก์ชาติ เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่ออธิบายแนวคิดของ ธปท. คล้ายกับการจัด media Briefing ปกติ ซึ่งหลังจากมีการเปิดเผยหัวข้อแถลงข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ตลาดค่อนข้างตื่นตระหนก และทำให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็วไปที่ระดับ 36.20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

จนกระทั่งนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ได้เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกันในช่วงบ่ายว่า ตนไม่มีอำนาจในการไปก้าวก่ายการตัดสินใจในเรื่องอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง จึงเพียงอธิบายเหตุผลในเชิงเศรษฐกิจโดยรวม เศรษฐกิจต่างประเทศ อัตราเงินเฟ้อ และสถานการณ์ของตลาดในปัจจุบัน รวมทั้งเรื่องของเศรษฐกิจของภาวะประชาชน

ส่วนผู้ว่าการ ธปท.กำลังมุ่งเน้นการดำเนินนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องหนี้สินประชาชนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และเมื่อนักข่าวถามในเรื่องของเงินเฟ้อของประเทศที่ติดลบ ว่าทาง ธปท.ได้ให้ความเห็นว่าอย่างไร นายเศรษฐาปฏิเสธในการแสดงความเห็นเพิ่มเติม รวมถึงไม่ได้มีการพูดคุยเรื่องดิจิทัลวอลเลต เนื่องจากจะถูกนำไปหารือในที่ประชุมใหญ่เพื่อจะได้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่โดยเปิดเผย

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค ในระยะนี้ตลาดยังคงติดตามปัญหาของสถาบันทางการเงินในประเทศจีน โดยธนาคารเงายักษ์ใหญ่ของจีน (Shadow Bank) กลุ่ม จงจื่อ เอ็นเตอร์ไพรส์ กรุ๊ป (Zhongzhi Enterprise Group) ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องอย่างหนัก โดยได้รับผลจากการผิดนัดชำระหนี้ของภาคอสังหาริมทรัพย์จีน ซึ่งประสบปัญหามาตั้งแต่กลางปีที่แล้ว

อนึ่ง ธนาคารเงาเป็นสถาบันการเงินนอกระบบ และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจากหน่วยงานของรัฐบาล ทำให้ธนาคารเงาไม่ถูกตรวจสอบด้านความเสี่ยง สภาพคล่อง และฐานะเงินทุนเมื่อเทียบกับธนาคารในระบบ ดังนั้นหากรัฐบาลจีนไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ และปล่อยให้ปัญหาลุกลาม นั่นก็จะส่งผลถึงสกุลเงินบาท ซึ่งมีความสัมพันธ์กับเงินหยวนอย่างใกล้ชิด จากการพึ่งพาเศรษฐกิจจีนของไทย

นอกจากนี้ ตลาดยังจับตาดูการเลือกตั้งในไต้หวันซึ่งจะจัดขึ้นในวันเสาร์นี้ (13/1) โดยในช่วงก่อนหน้านั้นจีนได้แสดงจุดยืนว่าอยากจะรวมไต้หวันกลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินจีน ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจจะทำให้เกิดข้อพิพาทใหม่ขึ้นกับทางไต้หวัน และสหรัฐ ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.88-35.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/1) ที่ระดับ 35.06/8 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (08/01) ที่ระดับ 1.0946/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (05/01) ที่ระดับ 1.0911/12 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีเปิดเผยข้อมูลการส่งออกของเยอรมนีเพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อทียบกับเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% เนื่องจากอุปสงค์ในสหภาพยุโรปที่ทยอยเพิ่มขึ้น ขณะที่การนำเข้าปรับตัวขึ้น 1.9% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 0.2%

รายงานระบุว่า เยอรมนีมียอดเกินดุลการค้าระหว่างประเทศอยู่ที่ 2.4 หมื่นล้านยูโรในเดือนพฤศจิกายน เทียบกับการเกินดุลที่ 1.77 หมื่นล้านยูโรในเดือนก่อนหน้า นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีได้เปิดเผยยอดสั่งซื้อในภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนพฤศจิกายน ต่ำกว่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 1%

ส่วนสำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศสรายงานการผลิตภาคอุตสาหกรรมประจำเดือนพฤศจิกายนขยายตัวที่ระดับ 0.5% มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.1% ขณะที่ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมของอิตาลีประจำเดือนพฤศจิกายนออกมาที่ระดับ -1.5% ต่ำกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ -0.2% ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0921-1.0990 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/1) ที่ระดับ 1.0967/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร


สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (08/01) ที่ระดับ 144.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (05/01) ที่ระดับ 145.33/34 ค่าเงินเยนยังเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด โดยกระทรวงแรงงานญี่ปุ่นเผยตัวเลขค่าจ้างแรงงาน (Average cash earnings) ประจำเดือนพฤศจิกายน ขยายตัวที่ระดับ 0.2% ต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์และเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 1.5% ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 144.30-146.41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (12/1) ที่ระดับ 145.22/24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ