หุ้นไทยแกว่งตัว 1,360-1,380 จุด “น้ำมันพุ่ง-เงินเฟ้อสหรัฐชะลอ”

เทรนด์หุ้นไทย

บล.กรุงศรีพัฒนสินฯ ประเมินตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งตัว 1,360-1,380 จุด มีแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบดีดตัวสูงในรอบเกือบ 2 เดือน-เงินเฟ้อสหรัฐชะลอ แต่ระวังแนวโน้มฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกเพื่อลดความเสี่ยงก่อนประชุมเฟด 30-31 ม.ค.นี้ คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับ 5.5% จะกดดันให้ดัชนีผันผวน

วันที่ 29 มกราคม 2567 บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรีพัฒนสินฯ รายงานว่า ตลาดหุ้นเมื่อวันศุกร์ดัชนี SET ลดลง 8 จุด (-0.58%) ปิดที่ระดับ 1,368 จุด ฟันด์โฟลว์ต่างชาติยังไหลออกกดดันหุ้น Big Cap นำลงโดยกลุ่มธนาคาร ค้าปลีก และนิคมอุตสาหกรรม

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ประเมิน SET แกว่งตัว 1,360-1,380 จุด แม้จะได้เซนติเมนต์บวกจากเงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว โดยดัชนี PCE ทั่วไปเดือน ธ.ค. +0.2% รวมถึงราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบเกือบ 2 เดือน จากคาดการณ์ดีมานด์ของสหรัฐ-จีนฟื้นตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกเพื่อลดความเสี่ยงก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 30-31 ม.ค.นี้ คาดคงดอกเบี้ยที่ระดับ 5.5% จะกดดันให้ดัชนีผันผวน

ประเด็นสำคัญช่วงนี้คือ 1.ส่งออกไทยเดือน ธ.ค. โต 4.7% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ การลงทุนให้เน้นโฟกัสรายกลุ่มสินค้า โดยกระทรวงพาณิชย์รายงานยอดส่งออกเดือน ธ.ค. โต 4.7% YOY ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน แต่ต่ำกว่าที่ Consensus คาดไว้ที่ 6% การลงทุนเน้นโฟกัสรายกลุ่มสินค้าที่เติบโตดี อาทิ กลุ่มยางพารา ยอดส่งออกโต 13.2% YOY ขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และกลุ่มส่งออกอาหารสัตว์ มียอดส่งออกโต 14.47% YOY ขยายตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน

2.กลุ่มท่องเที่ยว รับผลบวก รมว.ต่างประเทศไทยจีนร่วมลงนามฟรีวีซ่าระหว่างกัน มีผล 1 มี.ค. 2567 โดยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา รมว.ต่างประเทศของไทยและจีนร่วมลงนามข้อตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราหรือให้ฟรีวีซ่าระหว่างกัน ระยะเวลาพำนักแต่ละครั้งไม่เกิน 30 วัน หรือรวมกันในช่วง 6 เดือน ต้องไม่เกิน 90 วัน เป็นเซนติเมนต์บวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยมี Top Pick ในเชิงกลยุทธ์ คือ ERW, MINT, AAV และ AOT

3.ดัชนีการใช้จ่ายของผู้บริโภคสหรัฐเดือน ธ.ค. อย่าง Headline PCE ทรงตัว แต่ Core PCE ปรับตัวลง โดย Headline PCE ทรงตัวที่ระดับ 2.6% ตามเดิม แต่ Core PCE ลดลงสู่ระดับ 2.9% จาก 3.2% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่ Consensus คาดไว้ที่ 3% อย่างไรก็ตาม การลดลงดังกล่าวยังห่างจากเป้าหมายของเฟดที่ 2% ทำให้โอกาสที่เฟดจะลดดอกเบี้ยเดือน มี.ค. มีความเป็นไปได้น้อยลง และอาจจะเห็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในช่วงเดือน พ.ค. 2567

กลยุทธ์การลงทุน “เลือกซื้อ” ช่วงนี้แนะนำ PTTEP, PTT, TOP, SPRC ตามราคาน้ำมันดิบทรงตัวระดับสูง AOT, AAV, BA, CENTEL, ERW, MINT, SPA ตามที่ไทย-จีนลงนามฟรีวีซ่า มีผล 1 มี.ค. 2567

และเลือกซื้อ BDMS, BCH, WHA, AMATA, CPALL, CPAXT, CBG, ITC, AAI, AUCT, PLANB, SABINA, MC ตามแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/2566 เติบโต

สำหรับหุ้นเด่นวันนี้ ERW (ปิด 5.15 บาท ซื้อ/เป้า 6.40 บาท) มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศคิดเป็น 90% ของรายได้รวม คาดได้ประโยชน์โดยตรงจากแนวโน้มนักท่องเที่ยวจีนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนในช่วงกลางเดือน ก.พ. 2567 และจากนั้นจะได้ผลบวกจากมาตรการฟรีวีซ่าไทย-จีน ซึ่งจะเริ่มมีผลตั้งแต่ 1 มี.ค. 2567 เป็นต้นไป


และ TU (ปิด 15.20 บาท ซื้อ/เป้า 20 บาท) โดยเตรียมเสนอผู้ถือหุ้นกู้เพื่ออนุมัติให้จ่ายเงินปันผล ซึ่งคาดว่าบริษัทจะได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ให้จ่ายเงินปันผลได้ เพราะผลขาดทุนจาก Red Lobster เป็นเพียงรายการทางบัญชีไม่กระทบกระแสเงินสด เบื้องต้นคาดเงินปันผลต่อหุ้น (Dividend Per Share : DPS) ปี 2566 และ 2567 ที่ 0.57 บาท และ 0.78 บาท ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) 3.8% และ 5.1% ตามลำดับ