แนะ SMEs และ Micro SMEs “ปรับโครงสร้างหนี้-เพิ่มสภาพคล่อง”

บสย.
คอลัมน์ : Smart SMEs
ผู้เขียน : สิทธิกร ดิเรกสุนทร บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับลดตัวเลขคาดแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2567 จะมีอัตราการเติบโต 2.2-3.2% จากเดิมคาดการณ์ที่ 2.7-3.7% โดยตลอดปี 2566 มีอัตราการขยายตัว 1.9% ชะลอตัวลงจากปี 2565 จากภาคส่งออกและการลงทุนภาครัฐ

นำมาซึ่งข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2567 ในปีนี้ ด้วยมาตรการทางการเงิน การลดภาระหนี้ครัวเรือนของประเทศที่มีมากกว่า 15 ล้านล้าน รวมทั้งหนี้นอกระบบที่มีการประมาณการสัดส่วนที่ร้อยละ 20 ของหนี้ครัวเรือน และมาตรการดอกเบี้ย โดยขอให้พิจารณาประเด็นส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความกังวลของสภาพัฒน์คือ สัดส่วนหนี้สินภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง กลุ่มเปราะบาง และครัวเรือนที่มีรายได้น้อย ธุรกิจ SMEs และลูกหนี้ภาคเกษตร และผู้ประกอบการ Micro SMEs ตัวเลข SML สินเชื่อคงค้างชำระ และ NPL น่าเป็นห่วง

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ได้มีโอกาสเข้าพบคุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ รายงานผลดำเนินงานการช่วยผู้ประกอบการ SMEs และ Micro SMEs กลุ่มเปราะบางที่ขาดหลักประกัน โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ค้ำประกันที่ถูกส่งมาเคลมกับ บสย. เมื่อกลายเป็น NPL ผ่านมาตรการต่าง ๆ ของ บสย. ที่นำมาใช้ช่วยลูกหนี้ ในปีที่ผ่านมา รวมถึงมาตรการพักหนี้สำหรับลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง รหัส 21 พร้อมรับฟังข้อคิดเห็นแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในปีนี้

ซึ่งมาตรการที่ บสย. นำมาใช้ ได้นำไปสู่แผนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนให้กับ SMEs ที่เป็นลูกหนี้ค้ำประกันของ บสย. เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการ “บสย.พร้อมช่วย” และที่ปรึกษาทางการเงิน “บสย. F.A. Center” อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อรักษาศักยภาพธุรกิจให้กับลูกหนี้ SMEs อยู่รอด อยู่ได้ และกลับไปเป็นลูกหนี้สถานะปกติ หรือปลดหนี้ได้

ในระหว่างที่ SMEs เข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะในปี 2564-2566 เส้นกราฟที่พุ่งขึ้นคิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 67% แสดงว่าลูกหนี้ NPL ที่ถูกส่งมาเคลมกับ บสย. เห็นประโยชน์จากมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งเป็นทางออกและกำลังใจ เป็นการต่อลมหายใจให้กับ SMEs ที่ถูกส่งมาเคลมกับ บสย. ปัจจุบันมีลูกหนี้ได้รับการช่วยเหลือผ่านมาตรการการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่า 19,000 ราย คิดเป็นมูลหนี้เกือบ 7,000 ล้านบาท

และในปีนี้ บสย.มีการเพิ่มมาตรการใหม่ “ปลดหนี้” ให้กับกลุ่มลูกหนี้ชำระดีต่อเนื่อง 3 งวด ลดเงินต้นถึง 15% ซึ่งสามารถลงทะเบียนได้สะดวกมาก ผ่านช่องทาง LINE OA @tcgfirst และ บสย. Call Center 0-2890-9999

นอกจากนี้ บสย.ยังเร่งขับเคลื่อนการช่วยลูกหนี้ตามนโยบายรัฐ ด้วยมาตรการพักหนี้ สำหรับลูกหนี้ รหัส 21 ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้ได้เปิดให้ลูกหนี้ลงทะเบียนผ่าน Line @tcgfirst โดย บสย.เร่งสื่อสารประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจในผลดีของการเข้าร่วมโครงการพักหนี้ และการแก้หนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการช่วยระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยรักษาพยุงธุรกิจให้เดินหน้าต่อไป

เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงสถานการณ์ฟื้นฟูหลังโควิด-19 ท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวน และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค แนะผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังเป็นหนี้ รักษาวินัยทางการเงิน เร่งแก้หนี้ และปรับตัว หมั่นตรวจสอบสภาพคล่องทางการเงิน การคำนวณกระแสเงินหมุนเวียน กำไร/ขาดทุน และการใช้สินเชื่อประเภทธุรกิจ SMEs ที่ต้นทุนดอกเบี้ยถูกกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล ที่อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 17-18% ต่อปี

รวมทั้งเชิญชวน SMEs ที่เป็นหนี้เข้าร่วมโครงการการปรับโครงสร้างหนี้กับธนาคารเจ้าหนี้ และที่ บสย. เพื่อผลดีต่อสุขภาพทางการเงิน ลดภาระหนี้ของธุรกิจ เพื่อลดโอกาสการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย