ดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย นักลงทุนขายทำกำไร หลังพุ่งก่อนหน้านี้

ธนบัตร U.S.dollar banknotes
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย นักลงทุนขายทำกำไรหลังพุ่งก่อนหน้านี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานสูงกว่าคาด ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน

วันที่ 3 เมษายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 3 มีนาคม 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/4) ที่ระดับ 35.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/4) ที่ระดับ 36.63/64 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เนื่องจากดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ปรับตัวลดลง 0.04% แตะที่ระดับ 104.78 ดอลลาร์สหรัฐ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขการเปิดรับสมัครงานสูงกว่าคาด ซึ่งส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 4 เดือน และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะชะลอเวลาในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย

โดยสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่าตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงานที่เฟดให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 8.756 ล้านตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 8.740 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 8.748 ล้านตำแหน่ง

ในเดือนมกราคม ตัวเลขการจ้างงานปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 5.818 ล้านตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ตัวเลข JOLTS นับเป็นข้อมูลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสนใจโดยมองว่าเป็นมาตรวัดภาวะตึงตัวในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นปัจจัยในการพิจารณานโยบายการเงิน และอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยการเพิ่มขึ้นของตัวเลข JOLTS ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 4.405% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 และทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของเฟด

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 56.3% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนมิถุนายน หลังจากที่ให้น้ำหนัก 63.8% เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อีกทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตา เปิดเผยว่า แบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุดแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 2.8% ในไตรมาส 1 ปี 2567

ประกอบกับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานของสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากปรับตัวลดลง 3.8% ในเดือนมกราคม นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า คำสั่งซื้อภาคโรงงานจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อเทียบรายปี คำสั่งซื้อภาคโรงงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.0% ในเดือนกุมภาพันธ์ คำสั่งซื้อภาคโรงงานได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของคำสั่งซื้อเครื่องบิน

ส่วนยอดคำสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐานที่ไม่รวมหมวดอาวุธและเครื่องบินเพิ่มขึ้น 0.7% ในเดือนกุมภาพันธ์ โดยยอดสั่งซื้อดังกล่าวถือเป็นมาตรวัดความเชื่อมั่น และแผนการใช้จ่ายในภาคธุรกิจ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.56-35.71 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 36.70/72 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/4) ที่ระดับ 1.0766/70 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/4) ที่ระดับ 1.0740/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ เอสแอนด์พี โกลบอล เปิดเผยผลสำรวจในเมื่อวานนี้ (2/4) ว่ากิจกรรมการผลิตของยูโรโซนยังคงหดตัวต่อเนื่องในเดือนมีนาคม โดยหดตัวในอัตราที่มากกว่าเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางอุปสงค์ลดลง

โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของยูโรโซนฮัมบูร์ก คอมเมอร์เชียล แบงก์ (HCOB) ที่รวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล ปรับตัวลดลงสู่ 46.1 ในเดือนมีนาคม จาก 46.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ แม้สูงกว่าตัวเลขขั้นต้นเดือนมีนาคมที่ 45.7 ขณะที่ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 21

ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว ดัชนีวัดผลผลิตปรับตัวขึ้นสู่ 47.1 ในเดือนมีนาคมจาก 46.6 ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งดีกว่าตัวเลขขั้นต้นที่ 46.8 โรงงานต่าง ๆ ทั่วยูโรโซนปรับลดจำนวนพนักงานลงอีกครั้ง แต่ดัชนีผลผลิตในอนาคต ซึ่งเป็นมาตรวัดมุมมองเชิงบวก ปรับตัวขึ้นสู่ 57.4 จาก 57.1 ซึ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปีที่แล้ว

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0762-1.0762 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0768/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/4) ที่ระดับ 151.52/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (2/4) ที่ 151.68/69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นักกลยุทธ์ด้านปริวรรตเงินตราคาดการณ์ว่า ทางการญี่ปุ่นอาจตั้งเป้าหมายให้เงินเยนแข็งค่าขึ้น 5 เยนต่อดอลลาร์ หากญี่ปุ่นตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ

และโกลด์แมน แซกส์ประมาณการว่า ญี่ปุ่นมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 1.15 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยในจำนวนนี้มีสกุลเงินดอลลาร์อยู่ประมาณ 1.75 แสนล้านดอลลาร์ที่ทางการญี่ปุ่นสามารถนำไปใช้ในการแทรกแซงตลาดได้โดยไม่ต้องขายหลักทรัพย์ระยะยาว โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 151.43-151.73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 151.70/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนมีนาคมจาก ADP ของสหรัฐ (3/4), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนมีนาคมจากเอสแอนด์พี โกลบอลของสหรัฐ (3/4) และดัชนีภาคบริการเดือนมีนาคมจากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ของสหรัฐ (3/4)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.5/-9.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6/-5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ