ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังตลาดกังวลความตึงเครียดด้านสงคราม

ธนบัตร U.S.dollar banknotes
REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังตลาดกังวลความตึงเครียดด้านสงครามในตะวันออกกลาง จากการตอบโต้โจมตีกันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน ท่ามกลางกระแสการเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน ขณะที่ปัจจัยในประเทศ เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน

วันที่ 19 เมษายน 2567 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 17-18 เมษายน 2567 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันพุธ (17/4) ภายหลังจากที่ตลาดหยุดทำการเนื่องในเทศกาลวันสงกรานต์ที่ระดับ 36.69/70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันพฤหัสบดี (11/4) ที่ระดับ 36.56/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวในทิศทางแข็งค่าท่ามกลางกระแสการเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย จากความกังวลในสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านได้ยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีอิสราเอลเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา (13/4) เพื่อตอบโต้ที่อิสราเอลโจมตีสถานกงสุลอิหร่านในกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของประเทศซีเรีย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายรายซึ่งรวมถึงนายโมฮัมหมัด เรซา ซาเฮดี ผู้บัญชาการระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน

สงครามตะวันออกกลางระอุ

ถือเป็นการที่อิหร่านโจมตีดินแดนอิสราเอลโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี โดยไม่ผ่านการทำสงครามตัวแทน (proxy war) เหมือนที่ผ่านมา ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดจากการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างสองประเทศที่มีอิทธิพลในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นไปได้ที่อิสราเอลจะใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อตอบโต้อิหร่าน

นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากกระแสการคาดการณ์ว่าเฟดจะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่คาดการณ์ไว้ หลังวันจันทร์ที่ผ่านมา (15/4) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐรายงานดัชนียอดค้าปลีกประจำเดือน มี.ค. เพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 0.3%

Advertisment

นอกจากนี้ ทางกระทรวงยังได้ปรับเพิ่มตัวเลขยอดค้าปลีกเดือน ก.พ. ร่วมด้วย จากเดิมที่รายงานว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% เป็นเพิ่มขึ้น 0.9% รวมถึงนายพาวเวลล์ได้แถลงในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตันในวันอังคาร (16/4) ว่า ข้อมูลทางเศรษฐกิจของสหรัฐ เมื่อไม่นานมานี้บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานยังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อจะชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะทำให้เฟดมีความมั่นใจว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ด้วยเหตุนี้ เฟดจึงจำเป็นต้องตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าที่เฟดเคยคาดการณ์ไว้ในเบื้องต้น

โดยความเห็นของนายพาวเวลล์เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับนางลอเรตตา เมสเตอร์ ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์, นางมิเชล โบว์แมน สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟด,นายจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก, นายราฟาเอล บอสติก ประธานเฟดสาขาแอตแลนตาที่ได้ความเห็นออกมาในช่วงวันถัดมาเช่นกัน

ทั้งนี้ในสัปดาห์หน้าคาดว่าตลาดจะจับตาการเปิดเผยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐ ทั้งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) และดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งอาจจะส่งผลต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินของเฟดที่จะมีขึ้นครั้งถัดไปในวันที่ 30 เม.ย.-1 พ.ค.

อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจล่าสุดนักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในการประชุมดังกล่าว และจะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมเดือน ก.ย.

Advertisment

เงินบาทอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือน

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าสุดในรอบ 6 เดือนที่ใกล้ระดับ 36.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากเปิดตลาดหลังวันหยุดยาวในเทศกาลวันสงกรานต์ โดยในระยะนี้ค่าเงินบาทเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งความกังวลของนักลงทุนต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลาง รวมถึงการคาดการณ์ถึงโอกาสในการคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ ส่งผลให้เกิดกระแสเงินทุนไหลออกจากในประเทศและกลับเข้าถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย อาทิ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและทองคำ

ขณะที่วานนี้ (18/4) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่า รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ผันผวนในขณะนี้ ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์เงินบาทที่อ่อนค่าลง โดยเข้าใจว่าส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน จึงได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าจะส่งผลกระทบกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทยหรือไม่

ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 36.64-36.53 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 36.86/89 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ECB จ่อลดดอกเบี้ย

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดในวันพุธ (17/4) ที่ระดับ 1.0622/24 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (11/4) ที่ระดับ 1.0729/32 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล

ขณะที่ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (11/4) ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 5 โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ระดับ 4.00% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ที่ระดับ 4.75% ส่วนอัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ระดับ 4.50% พร้อมทั้งปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ของกลุ่มประเทศยูโรโซน จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 2.7% ลงมาอยู่ที่ระดับ 2.3%

ขณะเดียวกัน ECB ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจด้วย จากขยายตัว 0.8% เหลือ 0.6% ในปีนี้ ซึ่งบรรดานักลงทุนได้คาดว่าการปรับลดการคาดการณ์เงินเฟ้อในครั้งนี้อาจนำไปสู่การพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเดือน มิ.ย. และอาจมีการลดอัตราดอกเบี้ยรวมทั้งปีที่ 1% จากเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะลดลง 0.93%

จับตาสถานการณ์ราคาน้ำมัน

รวมทั้ง นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) เปิดเผยเมื่อวันอังคาร (16/4) ว่า ECB กำลังเตรียมปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะเวลาอันใกล้นี้ หากไม่มีเหตุการณ์เซอร์ไพรส์ตลาดเกิดขึ้น โดย ECB จะติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะลุกลาม ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ เนื่องด้วยเข้าใกล้เทศกาลอีสเตอร์ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ โดยมีกรอบระหว่าง 1.0609-1.0689 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 1.0642/46 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันพุธ (17/4) ที่ระดับ 154.68/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (11/4) ที่ 153.16/19 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังคงทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่องแตะระดับสูงสุดในรอบ 34 ปีที่ระดับ 154.78 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่านายซุนอิจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้เน้นย้ำว่า รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมพร้อมที่จะใช้มาตรการทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อรับมือกับตลาดปริวรรตเงินตราที่มีความผันผวนมากเกินไปในขณะนี้ แต่ยังคงไม่สามารถสกัดการอ่อนค่าของเงินเยนได้

ขณะที่ในวันพฤหัสบดี (18/4) นายอาซาฮี โนกุชิ สมาชิกคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้ออกมากล่าวว่า บีโอเจมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคตในอัตราที่ช้ากว่าธนาคารกลางของประเทศอื่น ๆ โดยนักลงทุนบางรายคาดการณ์ว่า บีโอเจอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 153.56-154.69 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (19/4) ที่ระดับ 154.43/45 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร