SPREME เคาะราคาไอพีโอ 2.60 บาทต่อหุ้น เปิดจองซื้อ 23-25 เม.ย.นี้

นายภาณุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น

บมจ.สุพรีม ดิสทิบิวชั่น หรือ SPREME เคาะราคาขายไอพีโอ 2.60 บาทต่อหุ้น กำหนดเปิดให้จองซื้อระหว่างวันที่ 23-25 เม.ย. 67 คาดเข้าเทรดใน SET วันที่ 2 พ.ค. นี้ ชูจุดเด่นผู้นำธุรกิจ System Integrator ครบวงจร ลุยโปรเจ็กต์ใหม่ ผลักดันการเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

วันที่ 22 เมษายน 2567 นายธีรฉัตร ศิลปสนธยานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญของ บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME กล่าวว่า บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (IPO) ในราคาหุ้นละ 2.60 บาท โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน 2567 คาดว่าจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้วันที่ 2 พฤษภาคม นี้ โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า “SPREME” ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)

ทั้งนี้ จำนวนเสนอขายไม่เกิน 200,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 27.02 ของจํานวนหุ้นสามัญที่ออกและชําระแล้วทั้งหมดของบริษัท โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ (Lead Underwriter) และบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ร่วมจัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายอีก 7 แห่ง ประกอบด้วย

บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ จำกัด

นายธีรฉัตร ศิลปสนธยานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ กล่าวว่า การกำหนดราคาไอพีโอที่ระดับ 2.60 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price to Earnings Ratio : P/E) ประมาณ 12.29 เท่า โดยคำนวณจากกำไรสุทธิของบริษัท ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566

Advertisment

ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่เหมาะสมและสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ซึ่ง SPREME เป็นหุ้นเทคโนโลยีฯ ที่มีความน่าสนใจในการลงทุนเป็นอย่างมาก จากความสามารถในการแข่งขันและมีศักยภาพที่เติบโตต่อไปอีกมากในอนาคต รวมถึงผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ที่โดดเด่น มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีฯ และธุรกิจ System Integrator มานานร่วม 30 ปี

นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า จุดเด่นของ SPREME คือ การเป็นผู้นำในธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยเป็นผู้ออกแบบ จัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศครบวงจร (SI : System Integrator) ทั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ (Hardware) และโปรแกรมซอฟต์แวร์ (Software)

รวมถึงให้บริการบำรุงรักษาและซ่อมแซมระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงหลังการขาย และการให้เช่าระบบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง สามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพให้ลูกค้ากลุ่มภาครัฐและเอกชนมีความมั่นใจในศักยภาพของบริษัท

“หุ้น SPREME เป็นหุ้นเทคโนโลยีฯ ที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีโอกาสเติบโตสูง เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขณะเดียวกันบริษัทยังได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีทั้งด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ส่งผลให้สามารถจัดโซลูชั่นที่ดีและส่งมอบงานที่มีคุณภาพสูงสุดให้กับลูกค้าได้ อีกทั้ง บริษัทยังมีแผนเข้าประมูลงานใหม่ รวมถึงทำ M&A เพื่อต่อยอดธุรกิจและสร้างการเติบโตของรายได้ให้เพิ่มขึ้นในอนาคต” นายวรชาติกล่าว

Advertisment

นายภาณุวัฒน์ ขันธโมลีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุพรีม ดิสทิบิวชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SPREME กล่าวว่า กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่พร้อมใจล็อกอัพเต็มจำนวน 100% ซึ่งจำนวนเงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ อยู่ที่ประมาณ 449 ล้านบาท ในเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์ใช้เงิน ได้แก่ 1. ใช้เป็นทุนรองรับการประมูลโครงการที่มีขนาดใหญ่, 2. เพื่อลงทุนซื้อกิจการเพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมของบริษัท (M&A) และ 3. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และสนับสนุนการเติบโตที่มั่นคงในอนาคต

“กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่พร้อมใจล็อคอัพ 100% และบริษัทมั่นใจว่า ภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทมีศักยภาพในการทำธุรกิจให้มีการเติบโตมากขึ้น รวมทั้งมีความแข็งแกร่งในด้านฐานะการเงิน และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ขณะเดียวกัน ทำให้บริษัทสามารถต่อยอดธุรกิจด้วยการทำ M&A เพื่อสนับสนุนความสามารถในการเพิ่มรายได้และผลกำไรให้สูงขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ในอนาคต” นายภานุวัฒน์กล่าวในที่สุด