ธปท.ลั่นไม่กังวลเงินเฟ้อ มองกรอบ 1-3% เหมาะสมกับเสถียรภาพ 

นายปิติ ดิษยทัต

ธปท.เผยเงินเฟ้อหลุดกรอบล่าง ไม่ได้เป็นประเด็นกังวล เหตุจากมาตรการค่าครองชีพภาครัฐ คาดไตรมาส 4/67 เข้ากรอบเป้าหมาย 1-3% ย้ำไม่อยากเป้ากรอบบ่อย หลังภาคเอกชน-ประชาชนยังยึดเหนี่ยวเงินเฟ้อระยะปานกลาง กระทบแผนการลงทุน-การออม-การกู้ยืม 

วันที่ 12 มิถุนายน 2567 นายปิติ ดิษยทัต ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 อยู่ที่ 0.6% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.5% คาดว่าจะกลับเข้ากรอบภายในไตรมาสที่ 4/2567 อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อหลุดกรอบล่างหรืออยู่นอกกรอบ เป็นเรื่องปกติ ซึ่งมาจากมาตรการค่าครองชีพ จะเห็นว่าอัตราเงินเฟ้อเคยขึ้นไปอยู่ที่ 8% ในปี 2565 เกิดจากปัจจัยสงคราม สะท้อนปัจจัยระยะสั้นที่เข้ามาในแต่ละเดือน โดยล่าสุดเดือน พ.ค.อยู่ที่ 1.5% และจะทยอยลดลง และคาดว่าหลังเดือน ต.ค.จะเด้งขึ้นสูงกว่า 1%

อย่างไรก็ดี การกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ 1-3% เป็นการกำหนดระยะปานกลาง โดยไม่สูงเกินไปจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน และไม่ต่ำเกินไปจนทำให้นโยบายการเงินตึงเกินไป และสอดคล้องกับเศรษฐกิจไทย ทำให้ ธปท.ไม่อยากปรับกรอบทุกปี เพื่อพยายามรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ และจุดยืนนโยบายการเงินเป็นกลาง และไม่ได้ค้านกับนโยบายการคลัง เพราะมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวระยะข้างหน้า

ดังนั้น วัตถุประสงค์ของเป้าหมานเงินเฟ้อจะช่วยให้ภาคเอกชน ครัวเรือนยึดเหนี่ยวระยะปานกลางในช่วง 3-5 ปี เพื่อวางแผนการลงทุน การออมเงิน และการกู้ยืม ซึ่ง ธปท.ไม่อยากให้การยึดเหนี่ยวกรอบเงินเฟ้อปรับขึ้นและลง อาจจะกระทบต่อแผนการลงทุน ขณะเดียวกัน หากประชาชนมีการยึดเหนี่ยวกรอบเงินเฟ้อ ทำให้ ธปท.ไม่ต้องต่อสู้เงินเฟ้อเหมือนในต่างประเทศที่ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยระดับสูง 5-6%

โดยเงินเฟ้อในปี 2567 และปี 2568 ยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1-3% ไม่ได้เป็นประเด็นที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กังวลมาก แต่จะกังวลถ้าเงินเฟ้อสูงจนเป็นการเพิ่มภาระการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อยจะได้รับผลกระทบมากกว่า

Advertisment

“ปกติในทุกปี ธปท.และกระทรวงการคลัง จะมีการหารือร่วมกันอยู่แล้ว ซึ่งแนวทางก็ยังคงเป็นเช่นนั้น และคงต้องดูว่าการแลกเปลี่ยนความเห็นต่อกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อจะออกมาเป็นอย่างไร สำหรับเป้าหมาย 1-3% จะเห็นว่าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาเราเจอแรงกระแทกจากราคาน้ำมันจากปัจจัยต่างประเทศ ทำให้เงินเฟ้อขึ้นไปถึง 8% แต่เงินเฟ้อคาดการณ์ไม่ได้ปรับตาม ทำให้เราไม่จำเป็นต้องปรับดอกเบี้ยแรงเพื่อรองรับเงินเฟ้อที่ขึ้นและลง”