ฝรั่งทิ้งหุ้นโนเบิล “กิตติ ธนากิจอำนวย” และพวก ควักเกือบ 2,400 ล้านเข้าซื้อคืน

วันที่ 12 มิถุนายน 2561 บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า บริษัทฯได้รับแจ้งว่าในช่วงเช้าของวันนี้ นายกิตติ ธนากิจอำนวย ประธานกรรมการ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ รักษาการกรรมการผู้จัดการของบริษัท ได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 120,088,798 หุ้น คิดเป็น 26.31% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจากผู้ถือหุ้น และ nCrowne Ple.Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยกรรมการและผู้บริหารของบริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัทจำนวน 104,200,200 หุ้น คิดเป็น 22.83% จาก Mr.Stephane Michale Rosales Sedano

ทั้งนี้ภายหลังการทำรายการดังกล่าวแล้ว ทำให้โครงสรางการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทเปลี่ยนแปลงไปดังนี้ นายกิตติจะเข้าถือหุ้นเพิ่มเป็น 34.27% จากเดิม 7.96% และ nCrowne จะเข้าถือหุ้น 22.83% ส่วนผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ จะลดสัดส่วนหุ้นเหลือ 42.91% จากเดิม 69.21% ขณะที่ Mr.Stephane Michale Rosales Sedano ขาดจากการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

และผลของการซื้อขายหุ้นดังกล่าว นายกิตติ และ nCrowne จึงมีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ซึ่งรวมถึงหุ้นและหลักทรัพย์แปลงสภาพ (ถ้ามี) อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อการบริหารงานและโครงสร้างการจัดการของบริษัทแต่อย่างใด


พร้อมกันนั้น นายกิตติ และ nCrowne ได้แจ้งประกาศเจตนาในการเข้าซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการ NOBLE ราคาที่คาดว่าจะเสนอซื้อ 12.25 บาท/หุ้น ซึ่งจะสามารถยื่นคำเสนอซื้ออย่างเป็นทางการภายใน 21 มิ.ย.นี้ โดยจำนวนหุ้นสามัญที่เสนอซื้อ 195,851,458 หุ้น คิดเป็น 42.91% ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,399 ล้านบาท

โดยเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์สั่งหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของ โนเบิลชั่วคราว(H) หลังปรากฏรายการซื้อขายหลักทรัพย์ด้วยวิธีบันทึกการซื้อขายรายใหญ่(Trade report-Big lot) หลักทรัพย์ NOBLE และ NOBLE-F รวมจำนวน190,402,750 ล้านหุ้น หรือ 41.71% ของทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญ และอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ NOBLE ก่อนจะปลดพัดการซื้อขายในเวลาต่อมา หลังโนเบิลแจ้งข้อมูลอย่างเป็นทางการ

ทางด้านนายกิตติ ธนากิจอำนวย ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าวันนี้ (12 มิถุนายน 2561) ได้แจ้งแก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่านายกิตติ ธนากิจอำนวย และ nCrowne Pte. Ltd ได้ซื้อหุ้นโนเบิล (NOBLE) จากผู้ถือหุ้น จำนวนรวมทั้งสิ้น 224,288,798 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 49.14 ของหุ้นที่ออกและชำระแล้ว ในราคาหุ้นละ 12.25 บาท

“การซื้อหุ้นโนเบิลในครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยหลังจากซื้อหุ้นจำนวนดังกล่าวนี้แล้ว นายกิตติจะเปิดทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั่วไป (Tender Offer) เพื่อให้โอกาสอันเสมอภาคกับผู้ถือหุ้นทุกท่าน อันเป็นการดำเนินการด้วยความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน”

การทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นทั่วไปจะเป็นในราคาหุ้นละ 12.25 บาท โดยไม่จำกัดจำนวน และได้แจ้งไปยัง ตลาดหลักทรัพย์ฯและก.ล.ต.ไปแล้ว ตามแบบประกาศเจตนาในการเข้าถือหลักทรัพย์ (247-3) ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2561 สำหรับระยะเวลาการรับซื้อจะแจ้งเมื่อยื่นคำเสนอซื้อหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการในวันที่ 21 มิถุนายน 2561 นี้ โดยได้มอบหมายให้บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ดำเนินการ หลังจากเสร็จสิ้นการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ในครั้งนี้ นายกิตติยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทฯ อย่างไรก็ดี เมื่อสิ้นสุดการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์แล้วจะรายงานสรุปจำนวนหุ้นให้ชัดเจนต่อไป

“ผมมั่นใจว่าการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ในครั้งนี้จะทำให้ผู้ถือหุ้นมั่นใจในเรื่องความเป็นเอกภาพและความมั่นคงของบริษัทฯ แบรนด์ “โนเบิล” จะมีความแข็งแกร่ง ได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น เรายังคงเป็นผู้นำในการเสนอแนวคิดใหม่ๆของการอยู่อาศัยที่แตกต่างด้วยดีไซน์และนวัตกรรม มาพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพสูง ที่ทำให้ผู้บริโภคมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นำความเติบโตที่มั่นคงเป็นประโยชน์ทั้งต่อผู้ถือหุ้นและสังคมได้อย่างดีต่อไป ในอนาคตเราจะสร้างสรรค์โครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวซึ่งเรามีทีมงานที่มีประสบการณ์พร้อมอยู่แล้ว” นายกิตติกล่าว

อนึ่ง ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2561 บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จเป็นไปตามเป้าหมาย โดยสามารถปิดการขายโครงการคอนโดมิเนียมในกรุงเทพมหานครได้ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการนิว โนเบิล แจ้งวัฒนะ และ โนเบิล อราวด์ อารีย์ เป็นมูลค่ารวมกว่า 5,700 ล้านบาท